เฉินต้าซานกวาดตามองผู้คนตรงหน้าอย่างเอื่อยเฉื่อย ก่อนเลิกคิ้วพลางหัวเราะเยาะ “ทำการค้าไม่หวังกำไร แล้วจะให้ไปทำความดีแบบเหลยเฟิงหรือไง? ตกลงฉันควรอดอยากปากแห้ง เลี้ยงพวกแกฟรี ๆ งั้นหรือ?”
เขารู้แก่ใจดี...
คนพวกนี้สวมเสื้อบุผ้าฝ้าย ทนหนาวอยู่กลางลมจนดึกดื่น ก็แค่รอดูว่าเขาหาเงินได้มากมายแค่ไหนไม่ใช่หรือ?
พอคำพูดนี้หลุดออกมา ฝูงชนก็แตกฮือราวกับมีน้ำสาดลงในกระทะน้ำมันเดือด เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังระงมไปทั่ว
แม่สามีของโจวอวี้เจินพลันกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา ตะโกนเสียงแหลมว่า “ดูสิ พวกแกดูสิ!”
“ฉันว่าแล้วเชียว พวกเราหาเวลาว่างจากงานไปขุดหัวบุกในไร่มา พอเขาเอาไปขายต่อ ก็โกยกำไรก้อนโต!”
เฉินต้าซานคร้านจะต่อปากต่อคำ จึงดึงกระสอบมาคลุมเลื่อนหิมะ แล้วก้าวขาจะเดินจากไป
หญิงชราสองคนรีบมายืนขวางกลางทาง แสร้งยิ้มพลางเข้ามาประจบ “ต้าซานจ๊ะ หัวบุกของเธอตกลงขายได้กี่เหมาต่อชั่ง? ขายให้ใครหรือ? บอกพวกป้าหน่อยสิ?”
เฉินต้าซานทำหน้าเย็นชา ไม่พูดอะไรสักคำ
คนที่ก่อเรื่องมีแค่แม่สามีของโจวอวี้เจินกับหญิงชราสองคนนี้เท่านั้น ส่วนคนอื่น ๆ แม้จะพึมพำกันอยู่บ้าง แต่ก็ไม่กล้าออกหน้า
หญิงชราคนหนึ่งเดินเข้ามากระชากตัวคนที่ขวางทางไว้ แล้วพูดอย่างโมโหว่า “พวกเธอจะซักไซ้เรื่องพวกนี้ไปทำไม? ต้าซานควักเงินรับซื้อหัวบุก นั่นก็เพราะเขามีน้ำใจ อยากช่วยพวกเราต่างหาก!”
“ลืมไปแล้วหรือว่าหลานชายคนโตบ้านเธอหิวจนแทะแผ่นเตียงกลางดึกเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่สองวันนี้ได้กินข้าวโพดแล้ว?”
แม่สามีของโจวอวี้เจินกลอกตาพลางหัวเราะเยาะ “มีน้ำใจงั้นหรือ?”
“ถ้ามีน้ำใจจริง ก็คงไม่หากำไรจากเงินของเพื่อนบ้านอย่างพวกเรา!”
“พวกเธอไม่ต้องกลัวเขา!” นางเขย่งเท้ากวาดตามองซ้ายขวา อยากยุยงทุกคนให้ลุกฮือขึ้นมา “เขาโหดกับคนนอก เพราะต่อไปก็ไม่ต้องข้องเกี่ยวกันอีก!”
