หลี่เยี่ยนเหอยกชาหยาบขึ้นจิบคำหนึ่ง งานนี้ช่างต้องเปลืองน้ำลายเสียจริง
“พอแล้ว พื้นเย็นนัก ไปยืนข้าง ๆ ก่อน คนต่อไป”
คนที่สองถูกพาตัวเข้ามา
เขาต่างจากฉินซานที่ยังดูอ่อนเยาว์
ชายผู้นี้อายุยี่สิบต้น ๆ รูปร่างกำยำ ไหล่กว้างแผ่นหลังผึ่งผาย มือทั้งสองสวมตรวนเหล็กหนักอึ้ง ยามก้าวเดินก็เชื่องช้าไม่เร่งร้อน
“จ้าวอู่เยว่?” หลี่เยี่ยนเหอเอ่ยพลางเงยหน้าขึ้น
ชายหนุ่มหลุบตาลงเล็กน้อย ตอบเสียงเรียบว่า “ใช่”
หลี่เยี่ยนเหอหมุนถ้วยชาเล่น “อายุยี่สิบสามปี เดินทางผ่านอำเภอแห่งนี้ ทำร้ายผู้มีอำนาจ ถูกตัดสินว่าก่อเหตุวิวาทหมู่และท้าทายเหล่าขุนนาง รอประหารหลังฤดูใบไม้ร่วง”
สิ้นเสียงนั้น แววขมขื่นที่ยากสังเกตวาบผ่านดวงตาของจ้าวอู่เยว่
เขาเล่าเรียนมาหลายปี ยึดมั่นในหลักปราชญ์และคุณธรรม รักษาความเที่ยงธรรมเป็นธรรม ท้ายที่สุดกลับกลายเป็นว่า—คนมีเหตุผลกลับตายเร็ว ส่วนคนทำชั่วกลับใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ
โลกใบนี้ตบหน้าเขาอย่างแรงฉาดหนึ่ง
“เหตุใดไม่พูด?” หลี่เยี่ยนเหอมองเขา “เสียใจแล้วหรือ?”
จ้าวอู่เยว่ส่ายหน้า “ยื่นมือช่วยคนย่อมไม่ละอายแก่ใจ เพียงแต่ขบขันความเขลาของตน เรียนหลักปราชญ์มาหลายปีโดยเปล่าประโยชน์ นึกว่าใต้หล้ามีความยุติธรรม กว่าจะรู้ก็เมื่อสายไปแล้วว่า ผู้มีอำนาจต่างหากคือความยุติธรรม”
เขาไม่ร้องทุกข์ ไม่กล่าวโทษ มิใช่เพราะยอมรับชะตากรรม แต่เพราะหัวใจเย็นชาไปจนสิ้น
หลี่เยี่ยนเหอมองท่าทางของเขา ยิ่งพึงพอใจขึ้นอีก
จ้าวอู่เยว่ผู้นี้มีสมองอยู่บ้าง
“เจ้าคิดว่าตนเองโง่งมนักหรือ?”
หลี่เยี่ยนเหอโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย กล่าวอย่างจริงจังว่า “เมื่อพบเห็นความอยุติธรรมก็ชักดาบช่วยเหลือ นี่คือจิตวิญญาณของวิญญูชน โลกไม่เป็นธรรม มิใช่ความผิดของเจ้า ที่เจ้าแพ้ มิใช่เพราะมีจิตใจดี แต่แพ้เพราะ—เดียวดายไร้อำนาจและไร้ที่พึ่ง”
จ้าวอู่เยว่เงยหน้าขึ้น แววประหลาดใจวาบผ่านดวงตา
ขุนนางคนก่อนด่าว่าเขาอวดดี ก่อความวุ่นวาย ท้าทายผู้มีอำนาจ เยาะเย้ยว่าเขาไม่รู้จักประมาณตนและโง่เขลาจนเกินเยียวยา
ไม่มีใครบอกเขาว่าเขาไม่ได้ทำผิด
หลี่เยี่ยนเหอกล่าวต่อ “ในอำเภอผิงอู๋แห่งนี้ ผู้ใดกำปั้นแข็งแกร่ง มีผู้หนุนหลังยิ่งใหญ่ ผู้นั้นย่อมเป็นฝ่ายถูก เจ้ามีใจฮึกเหิมอยากช่วยเหลือผู้คน ทว่าแม้แต่ตนเองยังปกป้องไม่ได้ แล้วจะเอาสิ่งใดไปผดุงความยุติธรรม?”
จ้าวอู่เยว่เงียบงัน ความหม่นหมองในดวงตายิ่งทวีความเข้มข้น
บรรยากาศหยุดนิ่งไปชั่วอึดใจ หลี่เยี่ยนเหอโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ก่อนเปลี่ยนเรื่องฉับพลัน
“อยากพลิกสถานการณ์หรือไม่?”
จ้าวอู่เยว่เงยหน้าขึ้นทันที
“ข้าจะให้โอกาสเจ้า อยู่ทำงานข้างกายข้า เจ้ามีใจฮึกเหิม ข้าจะให้เจ้าใช้มันในทางที่ควร ความยุติธรรมสิ่งนี้ หากเจ้าเรียกร้องคืนมาเพียงลำพังไม่ได้ ก็จงมาร่วมมือกับข้า”
เสียงของจ้าวอู่เยว่าแหบพร่าเล็กน้อย “ใต้เท้า…คำพูดเป็นจริงหรือ?”
“แน่นอน” หลี่เยี่ยนเหอมองเขา “แต่เจ้าต้องคิดให้ดี หากติดตามข้า ต่อไปจะชักดาบตามอารมณ์ชั่ววูบไม่ได้อีก ข้าสั่งให้เจ้าทน เจ้าก็ต้องทน ข้าสั่งให้ลงมือ เจ้าจึงค่อยลงมือ หากทำได้ก็จงอยู่ต่อ”
จ้าวอู่เยว่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนคุกเข่าทั้งสองข้างลงกับพื้น ตรวนเหล็กกระทบอิฐสีครามดังเคร้ง
“ข้าจ้าวอู่เยว่ยินดีติดตามใต้เท้า ชีวิตนี้ ใต้เท้าจะเอาไปก็ย่อมได้”
หลี่เยี่ยนเหอยิ้มน้อย ๆ “เก็บชีวิตของเจ้าไว้เถิด ข้าต้องการให้เจ้าทำงาน ไม่ได้ต้องการให้เจ้าสละชีวิต ลุกขึ้น”
“คนต่อไป…”
จากนั้นก็เป็นคนที่สาม คนที่สี่ และคนที่ห้า
เพียงครึ่งวันสั้น ๆ หลี่เยี่ยนเหอก็รวบรวมคนเป็นองครักษ์ได้ครบห้าคน
ฉินซาน ผู้มุ่งมั่นล้างแค้นให้มารดา กล้าหาญเด็ดเดี่ยว
จ้าวอู่เยว่ ผู้ยื่นมือช่วยเมื่อพบความอยุติธรรมและยึดมั่นในความเที่ยงธรรม
โจวเถี่ยหนิว ผู้เสี่ยงชีวิตช่วยชาวบ้าน กำลังมากและสุขุมมั่นคง
เสิ่นอู้ ผู้หยั่งรู้น้ำใจคนและสืบสาวเรื่องลับได้เก่งกาจ
ลู่หลิ่น ผู้เที่ยงธรรมไม่เอนเอียงและชำนาญงานในที่ว่าการ
ทั้งห้าล้วนเป็นคนดีที่ถูกยุคสมัยอันวุ่นวายพัดพา และถูกผู้มีอำนาจใส่ร้าย เพียงแต่โชคชะตาไม่เป็นใจ จึงตกอยู่ในฐานะนักโทษประหาร
ขณะที่ทั้งห้าซาบซึ้งในบุญคุณและกำลังติดตามหลี่เยี่ยนเหอออกไป เสียงตวาดเกรี้ยวกราดพลันดังขึ้น
“เพราะเหตุใด!!”
ตรงปากทางเดินในคุก ชายร่างกำยำใบหน้าเหี้ยมเกรียมกำซี่กรงคุกแน่น ดวงตาฉายแววดุร้าย สีหน้าไม่ยอมรับ
ชายผู้นี้ก็เป็นนักโทษคนหนึ่ง เดิมทีอยู่เงียบ ๆ แต่ได้เห็นกับตาว่าสห้องขังทั้งห้าคนถูกเรียกตัวไปทีละคน ท้ายที่สุดทุกคนล้วนคลายสีหน้า แววตาเปล่งประกาย เห็นชัดว่าได้รับโอกาสรอดชีวิตอันยิ่งใหญ่
พวกเขาต่างก็เป็นนักโทษที่รอวันตาย เหตุใดพวกนั้นจึงได้โอกาส?
เขาแผดเสียงสุดกำลัง “ใต้เท้า ไม่ยุติธรรม! ข้าก็เป็นนักโทษ เหตุใดเรียกแต่พวกเขา ไม่ให้โอกาสข้าบ้าง?”
หลี่เยี่ยนเหอได้ยินดังนั้นก็ปรายตามองเขา
“เจ้าเป็นใคร?”
“ข้าคือเฉินหาน!”
หลี่เยี่ยนเหอหัวเราะเยาะ “เฉินหาน?”
มันคู่ควรจะเทียบกับองครักษ์ของนางหรือ?
เฉินหานใช้อำนาจรังแกผู้อ่อนแอ ฉวยโอกาสซ้ำเติมผู้อื่น รีดไถเพื่อนบ้าน ข่มเหงคนไร้ที่พึ่ง เป็นคนชั่วที่ทำความเลวไว้จนรากเน่าเฟะ
หากเขาไม่เอ่ยปากก็แล้วไป ทว่าบัดนี้กลับมาหาที่ตายถึงที่ หากไม่สั่งสอนให้รู้สำนึก ก็เท่ากับทำให้ความเที่ยงธรรมในใจนางเสียเปล่า!
บัดนี้เพิ่งรับองครักษ์มาห้าคนพอดี ลองทดสอบฝีมือดูสักครา
นางเอียงศีรษะส่งสายตาให้ทั้งห้าคนที่อยู่ข้างกาย
ทุกคนเข้าใจทันที ร่างสูงใหญ่ก้าวไปข้างหน้า คว้าตัวอีกฝ่ายลากออกมา
ทั้งห้ารุมลงมือ อัดเสียจนสะเปะสะปะ
หลี่เยี่ยนเหอส่ายหน้าพลางมอง ทั้งห้ารูปร่างกำยำก็จริง แต่เวลาทุบตีกลับไร้กระบวนท่าโดยสิ้นเชิง
เห็นทีต้องเชิญอาจารย์ผู้ชำนาญมาสั่งสอนพวกเขาสักหน่อย
ขณะกำลังครุ่นคิด ก็ได้ยินเสียงเฉินหานร้องขอชีวิต
“ข้าน้อยผิดไปแล้ว ผิดไปแล้วจริง ๆ”
“ยอมแพ้แล้วหรือ?” หลี่เยี่ยนเหอถาม
“ผิดไปแล้ว ข้าน้อยผิดไปแล้วจริง ๆ ไม่กล้ากล่าววาจาเหลวไหลอีกแล้ว…ฮือ…”
“จงจำบทเรียนในวันนี้ไว้” หลี่เยี่ยนเหอกล่าว “หากยังกล้าปากดีอีก ข้าจะส่งเจ้าไปปรโลกก่อนกำหนด!”
“จำ จำ จำไว้แล้ว ข้าน้อยจำได้แล้ว” เฉินหานกลัวจนตัวสั่น สยบยอมอย่างสิ้นเชิง
จัดการคนก่อเรื่องเรียบร้อยแล้ว หลี่เยี่ยนเหอก็มองทั้งห้าคน แต่ละคนมีสีหน้าเป็นปกติ ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ไม่เลว สุขุมดีมาก
นางอดยิ้มในใจไม่ได้
ในที่สุดก็มีไพ่ตายไว้รักษาชีวิตแล้ว
นางกระแอม ก่อนวางท่าทีของนายอำเภอ
“วันนี้ ข้าจะอภัยโทษประหารแก่พวกเจ้าทั้งห้า ถอนชื่อออกจากทะเบียนนักโทษ รับเข้ามาเป็นองครักษ์ส่วนตัว ขึ้นตรงต่อหลี่ซังเปียว ตั้งแต่วันนี้ไปให้นับความดีความชอบและความผิดกันใหม่ พวกเจ้าจงกลับตัวกลับใจ ปฏิบัติตามคำสั่งและตั้งใจทำงาน หากกล้าคิดคดหรือทำชั่ว ข้าจะไม่ละเว้นอย่างเด็ดขาด”
ทั้งห้าคุกเข่าข้างหนึ่งลงพร้อมกัน เปล่งเสียงก้องกังวาน
“พวกข้าขอสาบานว่าจะติดตามใต้เท้าจนตัวตาย ชาตินี้ไม่เสียใจ และไม่มีวันคิดคดเป็นอื่น!”
