เช้าตรู่วันที่สาม เจ่าตี้กำลังก่อไฟอยู่ข้างเตา ประตูรั้วบ้านก็มีคนเคาะ
เธอปัดขี้เถ้าบนมือ ก่อนเปิดประตูออกไป เฉินฮ่าวยืนยิ้มอยู่ด้านนอก
“เจ่าตี้ วันนี้ว่างไหม?”
“วะ...ว่างสิ” เจ่าตี้เหลือบมองเข้าไปในบ้าน ก่อนลดเสียงลง “แม่ฉันอยู่ข้างใน คุณ...”
“ฉันรู้” เฉินฮ่าวลดเสียงตาม “ฉันมีเพื่อนเปิดร้านอาหารอยู่ในตัวเมือง ช่วงนี้กิจการดีมาก กำลังหาคนไปช่วยพอดี ฉันอยากพาเธอไปลองดู ถ้าเหมาะ เดือนหนึ่งหาเงินได้หลายร้อยหยวนเลยนะ”
เจ่าตี้ชะงักไปเล็กน้อย
หลายร้อยหยวน
อาการปวดเอวของพ่อยังไม่ได้รักษา หนี้สินที่บ้านก็ยังใช้ไม่หมด หากหาเงินก้อนนี้ได้จริง ๆ...
“จะไปเมื่อไร?”
“วันนี้เลย” เฉินฮ่าวเงยหน้ามองท้องฟ้า “ออกเดินทางตอนนี้ เที่ยงก็ถึงแล้ว ตอนเย็นฉันจะพาเธอกลับ”
เจ่าตี้เม้มริมฝีปาก
“ฉะ...ฉันต้องบอกแม่ก่อน”
“อย่าเลย” เฉินฮ่าวเอื้อมมือมาจับข้อมือเธอ “ถ้าแม่เธอรู้ว่าเธอออกไปกับฉัน คงไม่ยอมแน่ ไปดูกันก่อน ถ้าไม่เหมาะ ตอนบ่ายเราก็กลับ ค่อยอธิบายให้แม่ฟังทีหลัง พอมีโอกาสหาเงิน แม่ก็ไม่ว่าเธอหรอก”
เจ่าตี้ลังเลอยู่ไม่กี่วินาที ก่อนพยักหน้า
“ถ้าอย่างนั้น ฉันไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน”
“รีบไปสิ” เฉินฮ่าวเร่ง “ฉันจะรอเธออยู่ตรงทางเข้าหมู่บ้าน”
เจ่าตี้กลับเข้าไปในบ้าน หยิบเสื้อผ้าฝ้ายสีน้ำเงินที่สะอาดที่สุดออกมาเปลี่ยน แล้วติดกิ๊บสีแดงที่เฉินฮ่าวให้ไว้บนผม เธอล้วงห่อผ้าจากใต้เตียง ข้างในมีเงินห้าพันหยวนที่เธอเก็บสะสมมาสามปี
เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ยัดเงินใส่กระเป๋าที่แนบกับตัว
ตอนออกจากบ้าน หลิวกุ้ยหลานกำลังให้อาหารไก่อยู่ในลาน
“แม่ หนูจะไปช่วยงานบ้านเหยี่ยนเสีย”
หลิวกุ้ยหลานไม่แม้แต่จะเงยหน้า
“กลับมาเร็วหน่อย เที่ยงยังต้องทำกับข้าว”
“อืม”
เจ่าตี้ก้มหน้า เดินออกจากบ้านอย่างรวดเร็ว
เฉินฮ่าวยืนรอเธออยู่ข้างรถตรงทางเข้าหมู่บ้านแล้ว
“ขึ้นรถสิ”
เจ่าตี้นั่งลงบนเบาะข้างคนขับ มือจับเข็มขัดนิรภัยไว้แน่น หัวใจเต้นแรงเหลือเกิน ตั้งแต่เกิดมาเธอแทบไม่เคยออกจากหมู่บ้าน ยิ่งไม่เคยนั่งรถเก๋งมาก่อน
รถติดเครื่องแล้วแล่นขึ้นทางภูเขา
เจ่าตี้มองออกไปนอกหน้าต่าง หมู่บ้านเถาฮวาค่อย ๆ ห่างออกไปจากเธอ จนในที่สุดก็เหลือเพียงจุดดำเล็ก ๆ กลางหุบเขา
“ตื่นเต้นเหรอ?” เฉินฮ่าวหันมามอง
เจ่าตี้เม้มริมฝีปาก
“ใจมันหวิว ๆ”
“ไม่ต้องกลัว มีฉันอยู่ทั้งคน” เฉินฮ่าวยกมือตบหลังมือเธอเบา ๆ “ต่อไปฉันจะพาเธอออกมาเที่ยวทุกวันเลย”
ใบหน้าเจ่าตี้แดงระเรื่อ เธอก้มมองหัวเข่า ไม่กล้าสบตาเขา
รถแล่นเกือบสองชั่วโมงก็มาถึงตัวอำเภอ
เจ่าตี้มองจนตาค้าง
ถนนกว้างจนน่าตกใจ สองข้างทางเต็มไปด้วยตึกสูง สูงกว่าบ้านที่สูงที่สุดในหมู่บ้านหลายเท่า บนถนนมีรถวิ่งขวักไขว่ ป้ายร้านค้าหลากสีสันจนทำเอาเธอตาลาย
“สวยไหม?” เฉินฮ่าวถามยิ้ม ๆ
“สวยสิ” เจ่าตี้พยักหน้าหงึก ๆ “ฉันไม่เคยเห็นตึกเยอะขนาดนี้มาก่อนเลย”
“ต่อไปเธอก็จะได้อยู่ที่นี่ มองเห็นทุกวัน”
เจ่าตี้ไม่ได้ตอบ เพียงยิ้มจนดวงตาโค้งเป็นเสี้ยวจันทร์
รถจอดหน้าทางเข้าโรงแรมแห่งหนึ่ง
เจ่าตี้มองยามรักษาความปลอดภัยในเครื่องแบบตรงประตู ก่อนถามเสียงเบา “ร้านอาหารของเพื่อนคุณอยู่ที่นี่เหรอ?”
“ไม่ใช่” เฉินฮ่าวปลดเข็มขัดนิรภัย “วันนี้เพื่อนฉันมีธุระ ต้องรอจนถึงเย็นถึงจะเจอได้ เราหาที่พักกันก่อน แล้วค่อยไปหาเขาทีหลัง”
“อ้อ”
ทั้งสองลงจากรถ
เฉินฮ่าวพาเจ่าตี้เดินเข้าไปในโถงโรงแรม เธอก้มมองกระเบื้องใต้เท้า ก่อนเงยหน้าดูโคมระย้าคริสตัล เดินอย่างระมัดระวัง ไม่กล้าก้าวยาวเพราะกลัวทำพื้นสกปรก
“รับห้องพักไหมคะ?” พนักงานต้อนรับสาวถามพร้อมรอยยิ้ม
“ขอห้องหนึ่งห้อง” เฉินฮ่าวยื่นบัตรประชาชนให้
เจ่าตี้ชะงัก ก่อนยื่นมือไปดึงแขนเสื้อเขาเบา ๆ
“หะ...ห้องเดียวเหรอ?”
“อืม จะได้ประหยัดเงิน” เฉินฮ่าวหันมามองเธอ น้ำเสียงอ่อนโยน “วางใจเถอะ ฉันไม่ทำอะไรหรอก เราพักกันก่อน เดี๋ยวยังต้องไปหาเพื่อนฉันอีก”
ใบหน้าเจ่าตี้ร้อนผ่าว เธอก้มหน้าเงียบ
เมื่อเข้าไปในห้อง เธอยืนอยู่ตรงประตู ไม่รู้ว่าควรเดินไปทางไหน
“เข้ามาสิ ยืนทำอะไรอยู่ตรงนั้น?” เฉินฮ่าวยิ้มพลางพาเธอเข้าไป “นั่งก่อนนะ ฉันจะออกไปซื้อของกิน”
“อ้อ”
หลังเฉินฮ่าวออกไป เจ่าตี้นั่งอยู่ข้างเตียงเพียงลำพัง เธอยื่นมือไปลูบที่นอนนุ่ม ๆ แล้วหันไปมองโทรทัศน์จอแบนติดผนัง
ทั้งชีวิตนี้เธอไม่เคยพักในห้องแบบนี้มาก่อน
ไม่นานนัก เฉินฮ่าวก็กลับมาพร้อมถุงใบใหญ่
“มา ลองชิมนี่สิ” เขาหยิบขนมกล่องสวยงามออกมาจากถุง “ร้านขนมที่ดังที่สุดในตัวอำเภอทำเลยนะ แพงเอาเรื่อง”
เจ่าตี้รับขนมมา กัดไปคำหนึ่ง รสหวานแผ่ซ่านในปากจนเธอหรี่ตาพริ้ม
“อร่อยไหม?”
“อร่อย”
“ชอบก็ทานอีกเยอะ ๆ” เฉินฮ่าวหยิบไวน์แดงออกมาอีกขวด “ลองนี่ด้วยสิ”
“นี่คืออะไร?”
“ไวน์แดง คนในเมืองเขาดื่มกัน” เฉินฮ่าวเปิดขวดแล้วรินใส่แก้วสองใบ “มา ชนแก้วกัน”
เจ่าตี้ยกแก้วขึ้น จิบตามแบบเขา
รสชาติเฝื่อนนิดหน่อย แต่ไม่เผ็ดร้อนเหมือนเหล้าขาวที่หมู่บ้าน เธอจึงดื่มอีกคำ
“ค่อย ๆ ดื่ม” เฉินฮ่าวยิ้มพลางเติมไวน์ให้ “ไวน์นี่ออกฤทธิ์แรงนะ”
เจ่าตี้ไม่ใส่ใจ ดื่มต่อไปอีกหลายแก้ว
พอเหล้าเข้าท้อง ใบหน้าเธอก็ร้อนผ่าวยิ่งกว่าเดิม ศีรษะเริ่มมึนงง
“เจ่าตี้” เฉินฮ่าวขยับมานั่งข้างเธอ เอื้อมมือมากุมมือไว้ “เธอเชื่อฉันไหม?”
“เชื่อ” เจ่าตี้พยักหน้า สายตาพร่ามัว “ฉันเชื่อคุณ”
“ถ้าอย่างนั้น ต่อไปเธอเต็มใจอยู่กับฉันไหม?”
“เต็มใจ”
“ฉันจะดีกับเธอ” เฉินฮ่าวโน้มเข้ามาใกล้ น้ำเสียงแผ่วเบา “จะดีกับเธอไปตลอดชีวิต”
หัวใจเจ่าตี้เต้นแรง เธออยากพูดอะไรสักอย่าง แต่ลิ้นกลับไม่ยอมขยับตามใจ
เฉินฮ่าวประคองเธอให้นอนลง แล้วก้มลงจูบริมฝีปากของเธอ
ในหัวเจ่าตี้ว่างเปล่า เธออยากผลักเฉินฮ่าวออกไป แต่กลับไม่มีแรงแม้แต่จะขยับแขนขา
ฟ้าด้านนอกหน้าต่างมืดลงเรื่อย ๆ ทว่าไฟในห้องกลับไม่เคยเปิดขึ้น
เช้าวันต่อมา ตอนเจ่าตี้ตื่นขึ้น ผ้าห่มคลุมตัวเธออยู่
เธอขยับตัวเล็กน้อย ก็รู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งร่าง
ความทรงจำเมื่อคืนแตกกระจายเป็นชิ้น ๆ แล้วค่อย ๆ ต่อกันขึ้นมาในหัว เมื่อคิดได้ว่าเกิดอะไรขึ้น เธอก็นั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่ขยับไปไหนเป็นเวลานาน
น้ำตาเอ่อคลอและไหลพรั่งพรูออกจากดวงตา
“ตื่นแล้วเหรอ?” เฉินฮ่าวออกมาจากห้องน้ำ พอเห็นเธอร้องไห้ก็เดินมานั่งข้างเตียง “ร้องไห้ทำไม?”
“ฉัน...” เจ่าตี้รู้สึกคอตีบตัน พูดไม่ออกเป็นประโยคอยู่นาน
“เมื่อคืนฉันผิดเอง” เฉินฮ่าวถอนหายใจ แล้วยื่นมือมาเช็ดน้ำตาให้ “แต่ฉันชอบเธอจริง ๆ ฉันห้ามใจตัวเองไม่ได้ เจ่าตี้ ต่อไปเราก็เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว อย่าร้องไห้เลยนะ”
เจ่าตี้เงยหน้ามองเขา
“จริ...จริงเหรอ?”
“จริงสิ” เฉินฮ่าวกุมมือเธอ “รอฉันจัดการธุระที่เมืองหลวงของมณฑลเสร็จ ฉันจะกลับมาแต่งงานกับเธอ”
น้ำตาของเจ่าตี้ไหลลงมาอีกครั้ง
“ถ้าแม่รู้เข้า แม่ต้องตีฉันตายแน่”
“ไม่หรอก” เฉินฮ่าวดึงเธอเข้าไปกอด “พอฉันแต่งเธอเข้าบ้าน ป้าก็ไม่โกรธเธอแล้ว”
เจ่าตี้ซบอยู่ในอ้อมแขนเขา ร้องไห้อยู่นาน
ผ่านไปครู่หนึ่ง เธอก็นึกอะไรขึ้นได้ แล้วล้วงห่อผ้าจากกระเป๋าออกมา
“นี่เป็นเงินที่ฉันเก็บไว้ ทั้งหมดห้าพันหยวน” เธอยัดห่อผ้าใส่มือเฉินฮ่าว “คุณเก็บไว้เถอะ เราใช้ด้วยกัน”
เฉินฮ่าวรับห่อผ้ามา ชั่งน้ำหนักในมือ
“เยอะขนาดนี้เลยเหรอ?”
“ฉันทำงานมาตั้งสามปีถึงเก็บได้” เจ่าตี้พูดพลางตาแดง “เดิมทีตั้งใจจะเอาไปรักษาพ่อ แต่ตอนนี้...ตอนนี้เราจะแต่งงานกันแล้ว คุณเก็บเงินนี่ไว้เถอะ”
“เจ่าตี้” เฉินฮ่าวเก็บเงินเข้ากระเป๋า แล้วมองเธออย่างจริงจัง “วางใจเถอะ ฉันจะรับผิดชอบเธอเอง”
เจ่าตี้พยักหน้า
เฉินฮ่าวลุกขึ้น หยิบเสื้อคลุมขึ้นมา
“เธอรออยู่ที่นี่ก่อนนะ ฉันจะไปโทรหาเพื่อน ถามเรื่องร้านอาหาร”
“อืม”
เฉินฮ่าวออกจากห้อง เดินไปจนสุดทางเดินแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา
เสียงโทรศัพท์ดังสองครั้ง ปลายสายก็รับ
“พี่หม่า ได้เงินมาแล้ว ห้าพัน” เฉินฮ่าวพิงกำแพง พูดด้วยน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อย “ยัยนี่โง่ชะมัด ฉันพูดอะไรเธอก็เชื่อหมด”
“งั้นก็รีบลงมือ อย่ามัวเสียเวลา” หม่าเหวินไฉพูดจากปลายสายอย่างไม่รีบร้อน “อำเภอข้าง ๆ ยังมีเหยื่อรออยู่อีกคน”
“รู้แล้ว”
เฉินฮ่าววางสาย รอยยิ้มเย็นชาปรากฏบนใบหน้า
เขาหันกลับไปที่ห้อง พอเปิดประตู สีหน้าอ่อนโยนก็กลับคืนมาแล้ว
“เจ่าตี้ เพื่อนฉันบอกว่าเรื่องร้านอาหารยังไม่รีบ ให้เธอกลับบ้านไปรอข่าวก่อน”
“ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้เรากลับกันเลยเหรอ?”
“อืม ฉันไปส่ง” เฉินฮ่าวเดินไปข้างเตียง ยื่นมือมาลูบศีรษะเธอ “อย่าคิดมาก กลับบ้านไปรอฉันดี ๆ อีกสักพักพอฉันจัดการธุระเสร็จแล้วจะไปรับเธอ”
เจ่าตี้พยักหน้า แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
“คุณต้องมานะ”
“แน่นอน” เฉินฮ่าวยิ้ม “ฉันจะทิ้งเธอไปได้ยังไงล่ะ?”
