ฟู่หานเซิงไม่ได้พาเสิ่นอวี่ถังกลับมาด้วย แถมยังเดินกลับมาพร้อมใบหน้าบูดบึ้ง
เฉินเยี่ยน: “ถังถังล่ะ”
ฟู่หานเซิงไม่พูดอะไร
เขาหลุบตาลงต่ำ ขนตาทอดเงาเป็นรอยเล็กน้อยใต้ดวงตา ริมฝีปากบางเม้มแน่น แนวกรามกระชับขึ้นเล็กน้อย
เฉินเยี่ยนถามเขาอีกครั้ง “ถังถังเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า”
ฟู่หานเซิงเงยหน้าขึ้นมองเธอ สีหน้าเย็นชามาก “กำลังงอนผมอยู่”
เฉินเยี่ยนมองปฏิกิริยาของเขา สายตาจับจ้องบนใบหน้าเขาอยู่หลายวินาที เหมือนกำลังอ่านอะไรบางอย่าง
หลังจากนั้นนาน เธอก้มหน้าลงแล้วถอนหายใจเฮือกหนึ่ง เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังและปรารถนาดี “หานเซิง…มีคำพูดบางคำ ย่าเองก็ไม่รู้ว่าควรพูดดีไหม”
ในฐานะคนที่เลี้ยงดูฟู่หานเซิงมา เธอรู้ดีถึงนิสัยใจคอของหลานชายตัวเอง เขาเป็นคนเงียบขรึมมาตั้งแต่เด็ก ไม่ชอบยิ้ม ไม่ชอบพูด เพราะเคยผ่านเรื่องเลวร้ายในวัยเด็กมา ทำให้เขาเย็นชาเสมอ หลีกเลี่ยงความรู้สึกใด ๆ มากกว่าใคร ถึงขั้นต่อต้านการพูดคุยกับผู้คน
เหมือนต้นไม้ที่เติบโตใต้เงามืด กิ่งก้านสาขายืดออกไปในทิศทางที่ไร้แสงสว่าง
“ยายรู้…ว่าถังถังชอบหนู สายตาของเธอมันเก็บไม่ได้หรอก ไม่อย่างนั้นเราไม่ได้เป็นญาติกับเธอเลย เธอจะมาช่วยหนูเริ่มธุรกิจ ช่วยยายติดต่อหมอ จ่ายค่ารักษาทำไมกัน”
น้ำเสียงของเฉินเยี่ยนเชื่องช้ามาก พูดทีละคำ
“เธอเป็นเด็กผู้หญิงที่จิตใจดีงามมาก ตอนที่ยายเข้าโรงพยาบาล เธอแวะมาเยี่ยมยายบ่อย ๆ ทำให้ยายมีความสุข ก่อนหน้านี้ยังถักผ้าพันคอให้ยายอีก บอกว่าหน้าหนาวใกล้เข้ามาแล้ว กลัวยายหนาว”
