กว่าจะขึ้นมาถึงยอดเขาได้ พระอาทิตย์ก็ใกล้ลับฟ้าเต็มที
หมู่เมฆบนขอบฟ้าถูกย้อมเป็นสีส้มแดงระยิบระยับงดงาม
เสิ่นอวี่ถังยังไม่ทันลงจากหลังเฮ่อจิ้น ผู้ปกครองทั้งสองบ้านก็ออกมาต้อนรับแล้ว
เมื่อเห็นท่าทีสนิทสนมของทั้งคู่ ชุยเสวี่ยก็อึ้งไปเลย “ถังถัง เฮ่อจิ้นแบกเธอขึ้นมาเหรอ พวกเธอไม่ได้นั่งกระเช้าลอยฟ้ามาเหรอ”
“เปล่า…” เสิ่นอวี่ถังกลัวความสัมพันธ์จะถูกเปิดเผยอย่างบอกไม่ถูก เธอรีบดิ้นขลุกขลักอยากลงจากหลัง
เฮ่อจิ้นวางเธอลง ไม่มีท่าทีตื่นเต้นเลยแม้แต่น้อย เขาตอบเสียงเรียบ
“แค่แบกช่วงสั้น ๆ เท่านั้น”
เสิ่นชูหนาน “พอได้แล้ว รีบมานี่สิ มาเขียนป้ายผ้าแดงอธิษฐานกัน แล้วให้พระแขวนไว้บนต้นไม้ขอพรก็เป็นอันเสร็จ”
ต้นไม้ขอพรเป็นต้นเก่าแก่อายุ 800 ปี เรือนยอดแผ่กว้างราวกับร่มขนาดยักษ์ กิ่งก้านใบแน่นทึบเขียวชอุ่ม
บริเวณนี้ถูกสองบ้านเหมางานไว้หมดแล้ว ไม่มีนักท่องเที่ยวคนอื่น
เสิ่นอวี่ถังจุ่มพู่กันลงในน้ำหมึกสีทอง ตั้งใจเขียนอักษรบรรจงทีละขีดบนโต๊ะ เขียนเสร็จแล้วหัวยุ่ง ๆ ก็เอนเข้าหาเฮ่อจิ้น
“เธออธิษฐานอะไรน่ะ”
เฮ่อจิ้นยิ้มจนหางตาหงส์โค้งขึ้น ทำท่าขี้เล่น
“ขอให้ได้จูบแฟนสาวทุกวัน”
“จริงจังหน่อย!”
“งั้นขอให้แฟนสาวได้จูบฉันทุกวัน”
“…”
หมอนี่ช่างเลวจริง ๆ เลย! เสิ่นอวี่ถังหน้าแดงก่ำ เอามือไปหยิกแขนเขา
เฮ่อจิ้นหัวเราะต่ำ “ไม่บอกเธอหรอก” ได้ยินว่าเดี๋ยวจะไม่ศักดิ์สิทธิ์
เสิ่นอวี่ถังเบือนหน้าหนี “ไม่บอกก็ไม่บอก ที่จริงฉันก็ไม่ได้อยากรู้หรอก ฮึ”
พระที่อยู่ด้านข้างเก็บป้ายผ้าแดงสองแผ่นของพวกเขา ขณะกำลังจะแขวนบนต้นไม้ ก็เหลือบไปเห็นข้อความสองบรรทัดเข้าโดยบังเอิญ ถึงกับรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
