หนิงเทาได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย ครั้นเงยหน้ามองเขา แววตาก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นประหลาดขึ้นมา
เขาจงใจ หรือคิดจะวกกลับมาชมตัวเองกันแน่?
เซี่ยเจิ้นเหอสบตานาง ใจพลันกระตุกวูบ ก่อนจะนึกขึ้นได้ทันทีว่าภรรยาของตนดูเหมือนจะรู้หนังสือไม่มากนัก
กลัวนางจะเข้าใจผิดคิดไปไกล เขารีบอธิบายว่า “อักษรเจาและยวนมีความหมายดีมาก เลือกสองอักษรนี้จากอักษรมากมายมาตั้งเป็นชื่อให้พวกเขาได้ ช่างเก่งกาจจริง ๆ”
ได้ยินคำพูดนี้แล้ว สายตาที่หนิงเทามองเขาก็ยิ่งประหลาดกว่าเดิม
บุรุษใจร้ายผู้นี้คิดจะชมตัวเองจริง ๆ ด้วย
ดูท่าหลายปีที่ไม่พบกัน ใบหน้าของเขาคงหนาขึ้นไม่น้อย
หนิงเทาไม่อยากชมเขา จึงไม่พูดเรื่องนี้ต่อ นางหันไปเห็นว่าคนอื่นแทบจะไปกันหมดแล้ว ส่วนหลิวเย่กับหานอิงก็ไม่รู้หายไปไหน จึงเอ่ยว่า “ออกจากที่นี่กันก่อนเถิด รอกันมาตั้งนาน เด็กทั้งสองยังไม่ได้กินอะไรเลย”
เซี่ยเจิ้นเหอถอนหายใจโล่งอก นางไม่คิดมากก็ดีแล้ว เขารีบให้คนมารับช่วงรถลา จากนั้นก็อุ้มเด็กทั้งสองขึ้นหลังม้า คนละข้าง
เจาเจากับยวนยวนยังไม่ทันตั้งตัว เพียงชั่วพริบตาก็ถูกเขาวางไว้บนหลังม้าแล้ว
เด็กน้อยทั้งสองต่างงุนงง เดิมทีกำลังจะกลัว แต่เมื่อเห็นมารดาถูกบิดาร่างสูงใหญ่ประคองขึ้นมาบนหลังม้าด้วย และเขาจูงม้าตัวใหญ่คอยปกป้องพวกเขาอยู่ข้างกายอย่างใกล้ชิด ก็ไม่ค่อยกลัวแล้ว
มีแต่ความตื่นเต้นกับความอยากรู้อยากเห็นเข้ามาแทนที่
นี่เป็นครั้งแรกที่เด็กน้อยทั้งสองได้ขี่ม้า หากจะพูดให้ถูก ก็คือครั้งแรกที่ได้เห็นสัตว์อย่างม้า
แถมยังเป็นม้าศึกด้วย
มันทั้งสูงใหญ่และกำยำ บรรทุกคนได้ พอขี่อยู่บนนั้นก็สูงจนมองเห็นได้ไกลลิบ เมื่อครู่พวกเขาเห็นบิดาขี่มันวิ่ง ยิ่งดูองอาจน่าเกรงขาม พวกเขาชอบมาก
