ยายเทียนขยับเข้าไปใกล้ ก่อนจะเรียกอย่างอ่อนโยนเมตตา “ถังถัง ยายเอง”
ดวงตาว่างเปล่าของเด็กหญิงน้อยค่อย ๆ มีแววจับจ้อง ขนตาบางกะพริบเบา ๆ ในแววตายังมีความงุนงงอยู่หลายส่วน
“ถังถัง ตอนนี้พวกเราอยู่บ้านยายแล้ว บ้านยายมีน้ำมีอาหาร ลูกของแม่ไม่ต้องอดอยากอีกแล้ว” เสียงของอวี๋ซิ่วสะอึกสะอื้น
สายตาของถังถังค่อย ๆ เคลื่อนมาหยุดอยู่บนนาง ดวงตากะพริบปริบ ๆ ราวกับลูกสุนัขตัวน้อย
ประหนึ่งกำลังถามว่า จริงหรือ?
อวี๋ซิ่วสะอื้น “จริงสิ แม่ไม่หลอกเจ้า มา ดื่มโจ๊กอีกสองสามคำเถิด”
ริมฝีปากแห้งผากของเด็กหญิงน้อยเม้มแน่น ไม่ยอมอ้าปาก
ยายเทียนลูบหลังนางเบา ๆ “ยายกับแม่กินอิ่มแล้ว นี่เป็นของที่เหลือ บ้านยายมีเสบียงพอเหลือเฟือ เลี้ยงถังถังของเราให้อ้วนท้วนได้สบาย ถังถังกินเถิด วางใจได้”
เด็กหญิงน้อยจึงค่อย ๆ อ้าปาก
หลังดื่มโจ๊กไปเกือบครึ่งชาม ถังถังก็ซุกอยู่ในอ้อมแขนของยายเทียน มุมปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มจาง ๆ
ยายเทียนพลันรู้สึกว่าตนมีเรี่ยวแรงขึ้นมาเต็มเปี่ยม เพื่ออวี๋ซิ่ว เพื่อถังถัง และยิ่งเพื่อตัวนางเอง พรุ่งนี้นางจะต้องไปแดนเซียน นำอาหารกลับมาอีกให้ได้
“คืนนี้รีบพักผ่อนเถิด เนื้อกับข้าวที่เหลือ พรุ่งนี้เช้าเอามาต้มกับใบผักกิน” ยายเทียนวางแผนก่อนเข้านอน
“พรุ่งนี้แม่จะไปแดนเซียนหาอาหารอีกหรือ”
วันรุ่งขึ้น
ยายเทียนกินอาหารเสร็จแล้วก็รื้อค้นในบ้าน จนพบกระบุงเก่าโทรมใบหนึ่งที่ลูกชายไม่ได้เอาไป จึงสะพายขึ้นหลัง
มีกระบุงใส่ของกลับมาแบบนี้ก็สะดวกขึ้นแล้ว
“อวี๋ซิ่ว เจ้าอยู่บ้านดูแลถังถังให้ดี ลงกลอนประตูไว้ให้แน่น คนแปลกหน้าเคาะประตูห้ามเปิดเด็ดขาด” ยายเทียนกำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่า
อวี๋ซิ่วพยักหน้าอย่างจริงจัง “แม่วางใจเถิด ตอนแม่ไม่อยู่ ข้าจะดูแลบ้านให้ดี”
ยายเทียนโบกมือลา ยืนอยู่ข้างบ่อน้ำแห้ง แล้วตั้งจิตนึกถึงแดนเซียน
ยังคงเป็นสถานที่คุ้นเคย ครั้งนี้นางสงบใจได้มากกว่าเดิม จึงเริ่มค้นกล่องเหล็กทีละใบอย่างไม่รีบร้อน
เดินค้นทั่วหนึ่งรอบ ได้กล่องเหล็กแปดใบ และขวดน้ำใบเล็กสิบขวด
แต่ก็ไม่พบอาหารอีก
เมื่อนึกถึงคำพูดของชายหัวล้านเมื่อวาน นางก็จำทางไปยังที่ที่เก็บหมูพะโล้ได้เมื่อวาน
ที่นั่นมีของที่นำไปขายแลกเงินได้
นางเห็นชายหัวล้านคนนั้นอยู่ฝั่งตรงข้าม หากตามเขาไป ก็จะรู้ว่าควรไปแลกเงินที่ไหน
กลัวว่าจะตามชายหัวล้านไม่ทัน ฝีเท้าของนางจึงไม่หยุดเลย
เพิ่งเดินมาถึงกลางถนน กล่องเหล็กสีดำที่เมื่อครู่ยังอยู่ไกลลิบก็พุ่งมาถึงตรงหน้านางในพริบตา
จากนั้นก็มีเสียงแตรแหลมดังปี๊น ๆ ต่อเนื่องกันเป็นชุด
นางตกใจจนยืนนิ่งอยู่กับที่
มีศีรษะคนยื่นออกมาจากกล่องเหล็กสีดำ เจ้าของศีรษะตะโกนด่าด้วยความโมโห “ไม่อยากมีชีวิตก็อย่ามาหาที่ตายตรงนี้!”
“ตาบอดหรือไง ดูทางไม่เป็นหรือ!”
“นี่! คุณป้าไม่ดูไฟสัญญาณจราจรหรือคะ ไฟแดงห้ามข้ามนะ!” หญิงสาวคนหนึ่งจับมือนางแล้วดึงกลับมา
“ต่อให้มีธุระด่วนแค่ไหนก็ไม่ควรไม่ห่วงความปลอดภัยนะ รถชนขึ้นมาเมื่อครู่ ตอนนี้ป้าคงไม่เหลือชีวิตแล้ว” คนที่เดินผ่านไปมาพูดตำหนิเสียงเบา
ยายเทียนตกใจจนเหงื่อเย็นผุดเต็มตัว มือยังสั่นไม่หยุด สีหน้าหวาดหวั่นราวกับเด็กที่ทำผิด
“ข้า... ข้ามาที่นี่เป็นครั้งแรก ไม่ได้ตั้งใจ”
หญิงสาวชี้ไปยังไฟสัญญาณจราจรฝั่งตรงข้ามอย่างอดทน “คุณป้าคะ เวลาข้ามถนนต้องดูไฟสัญญาณจราจร ไฟแดงห้ามข้าม ไฟเขียวถึงจะข้ามได้ ไฟเหลืองให้รอสักครู่ ทุกครั้งก่อนข้ามถนนต้องมองซ้ายมองขวาว่ามีรถหรือไม่ รอให้ไม่มีรถแล้วค่อยข้ามค่ะ”
“ข้าจำได้แล้ว ขอบใจเจ้ามากนะหนู เจ้าเป็นคนดีจริง ๆ” ยายเทียนตั้งใจฟังและจดจำไว้ในใจอย่างแม่นยำ
หญิงสาวหน้าตาสะสวยยิ้มน้อย ๆ “ไม่เป็นไรค่ะคุณป้า ที่บ้านฉันก็มีผู้สูงอายุเหมือนกัน”
นางช่วยคุณป้าคนนี้ไว้ บางทีคราวหน้าก็อาจมีคนใจดีช่วยครอบครัวของนางเช่นกัน
ยายเทียนไม่รู้อะไรมาก แต่เป็นคนใฝ่เรียนรู้
คราวนี้นางยืนเรียบร้อยอยู่ข้างถนน รอจนไฟเขียวสว่าง แล้วจึงมองซ้ายมองขวาอย่างระมัดระวัง เมื่อแน่ใจว่ารถหยุดแล้วจึงเดินข้ามไปฝั่งตรงข้าม
แดนเซียนช่างไม่เหมือนที่อื่น รถบนถนนวิ่งได้เร็วจี๋โดยไม่ต้องใช้ม้าลาก
ชายหัวล้านกำลังรื้อกล่องกระดาษที่ซูเปอร์มาร์เก็ตทิ้งออกมา พอเห็นยายเทียนเดินมาทางนี้ เขาก็ไม่พูดอะไร แต่ชะลอมือให้นางตามทัน
ยายเทียนสัมผัสได้ถึงสายตาของชายหัวล้าน จึงยิ้มให้เขาอย่างเป็นมิตร ถือเป็นการทักทาย
จากนั้นนางก็พุ่งเข้าไปในกองขยะทันที
นี่คืออะไร?
กลม ๆ ใส ๆ คล้ายแก้วหลิวหลีที่พี่รองเคยเล่าให้ฟังว่าเป็นของที่ตระกูลร่ำรวยใช้กัน
นี่เป็นของดีเชียว
ข้างในดูเหมือนจะเป็นลูกท้อหรือไม่?
เช่นนั้นก็น่าจะกินได้
มีตั้งสามขวด เอาไปทั้งหมดเลย
นางยังเลือกเก็บใบผักสีเขียวที่อยู่ในถุงใสใบเล็ก กดอัดจนแน่นเป็นพิเศษ
หางตาเหลือบเห็นว่าชายหัวล้านกำลังจะเก็บกล่องกระดาษสี่เหลี่ยมจนหมดแล้ว นางจึงรีบลุกขึ้น ทำตามอย่างเขาบ้าง
แกะกล่องกระดาษออกทั้งหมด แล้วเรียงซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ
พลางมองไป นางก็คิดไปด้วยว่า ชายหัวล้านคนนี้ทำงานยังไม่คล่องเท่านางเสียอีก
ชายหัวล้านเองก็แอบมองยายเทียนอยู่เช่นกัน
ดูนางผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ใบหน้าไม่มีเนื้อสักนิด ช่างเป็นคนที่น่าสงสารจริง ๆ
เขาเป็นฝ่ายชวนคุยก่อน “พี่สาว จะเอาของไปขายที่รับซื้อของเก่าเหมือนกันหรือ ข้ารู้จักร้านหนึ่งแถวนี้ให้ราคายุติธรรม ไปด้วยกันไหม”
“ได้สิ เช่นนั้นก็รบกวนพี่ชายพาไปด้วย” ไม่รู้ว่าของที่นางเก็บมาเหล่านี้จะขายได้เงินเท่าใด
ชายหัวล้านเดินนำหน้า พลางคุยกับยายเทียนไปเรื่อย ๆ
“ช่วงนี้กล่องกระดาษเก่ารับซื้อกิโลละหนึ่งหยวน ขวดพลาสติกแปดเหมา เศษเหล็กหนึ่งหยวนสองเหมา”
ยายเทียนแอบจำราคาไว้เงียบ ๆ
“พี่สาว ไม่ใช่คนแถวนี้สินะ เสื้อผ้าที่ใส่อยู่นี่แต่งมาแสดงละครหรือ” ชายหัวล้านถามอย่างสงสัย
ยายเทียนฉลาดนัก ไม่อาจบอกคนแปลกหน้าสุ่มสี่สุ่มห้าว่าตนมาจากไหน
นางยิ้มกลบเกลื่อน “อืม ไม่ใช่คนแถวนี้ เสื้อผ้าที่ใส่อยู่ข้าตัดเย็บเอง”
ชายหัวล้านคิดในใจว่า ยายคนนี้ทันสมัยไม่เบา อายุปูนนี้แล้วยังเล่นคอสเพลย์อีก
ทั้งสองมาถึงที่รับซื้อของเก่า แล้ววางกล่องกระดาษลงบนตาชั่ง
“รวมกันยังไม่ถึงสิบชั่งดี นับขวดน้ำในกระบุงของป้าอีกสองสามขวดแล้ว ข้าให้สิบหยวนแล้วกัน” เจ้าของร้านที่รับซื้อของเก่าพูดอย่างใจกว้าง
ยายเทียนรีบโบกมือ “ขวดน้ำข้าไม่ขาย ขายแต่กล่องกระดาษ”
“ได้ งั้นก็คิดให้สิบหยวนเหมือนกัน จะรับเงินสดหรือจ่ายผ่านวีแชต”
เงินสดคืออะไร วีแชตคืออะไร?
ชายหัวล้านพูดว่า “ของข้าสิบห้าหยวน ขอเป็นเงินสด”
“ข้าก็เอาเงินสด”
ธนบัตรที่ลอยพลิ้วอยู่ในมือเบาหวิว แต่เมื่ออยู่ในใจยายเทียนกลับหนักอึ้ง
กำลังจะไป ยายเทียนก็เหลือบเห็นขวดน้ำเก่ากองหนึ่ง มีถังน้ำใบใหญ่สองใบอยู่ในนั้น
ใหญ่กว่าขวดที่นางเก็บได้เมื่อวานเสียอีก
หากใส่น้ำจนเต็มถังใหญ่สองใบนี้แล้วหิ้วกลับบ้าน ปัญหาเรื่องน้ำก็ไม่ต้องกังวลไปอีกหลายวัน
นางลองถามหยั่งเชิงว่า “เถ้าแก่ ข้าเอาขวดใบเล็กพวกนี้มาแลกถังใหญ่สองใบนั่นได้หรือไม่”
นางชี้ไปยังถังน้ำใบใหญ่ แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
ไม่ใช่ของมีค่าอะไร เจ้าของร้านจึงพยักหน้า “ได้ เอาไปแลกเถอะ”
ยายเทียนดีใจมาก รีบกล่าวขอบคุณซ้ำ ๆ
นางกำธนบัตรในมือ แล้วเริ่มกลัดกลุ้มว่าจะซื้ออะไรดี
ที่บ้านมีเพียงใบผักที่เก็บมา ไม่มีข้าวสารแป้งสาลี กินแล้วไม่อยู่ท้อง
ตอนนี้ถังถังต้องการสารอาหารอย่างเร่งด่วน
