ยายเทียนเหลือบเห็นหญิงสาวคนหนึ่งถือถุงใสที่อัดแน่นไปด้วยไข่ไก่
ธนบัตรใบเดียวคงซื้อเนื้อไม่ได้ แต่ไข่น่าจะซื้อได้สักหลายฟองกระมัง
นางแบกตะกร้าสะพายหลัง เดินไปยังทิศทางที่หญิงสาวคนนั้นจากมา
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในตลาดสด กลิ่นเนื้อหอมเข้มข้นก็ลอยมาเตะจมูก ดึงดูดนางไว้ในทันที
ลำโพงเล็กของร้านหวังจี้ส่งเสียงดังลั่น “ชิมฟรี อาหารปรุงสุกใหม่ ๆ จากกระทะ ชิมฟรี เชิญลิ้มลองได้เลย”
มีเนื้อให้ชิมฟรีหรือ?
ยายเทียนย่อมไม่มีทางพลาด นางไปต่อแถวอยู่ท้ายกลุ่มคน
ระหว่างต่อแถวก็ไม่ลืมสำรวจไปรอบ ๆ
พ่อค้าแม่ค้าแต่ละรายมีแผงกั้นเป็นสัดส่วน ร้านต่าง ๆ วางขายสินค้าหลากหลาย ซึ่งล้วนเป็นของที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน
สายตาของนางหยุดอยู่ที่แผงข้าง ๆ ซึ่งมีไข่ไก่วางเรียงเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ
มองถัดไปอีกด้าน หญิงคนหนึ่งเปิดผ้าขาวออก เผยให้เห็นหมั่นโถวขาวโพลนที่มีไอร้อนลอยกรุ่น
นางกลืนน้ำลาย มือที่กำธนบัตรกระดาษไว้ยิ่งกำแน่นขึ้น
“มาเลยค่ะ คุณป้า ลองชิมขาหมูร้านหนูดู รับรองว่ากินแล้วอยากกินอีกแน่นอน”
ในที่สุดก็ถึงคิวชิมของยายเทียน
ขาหมูชิ้นอวบอ้วนมันวาวเสียบไม้ไผ่ถูกส่งมาให้นาง
นางรับมาด้วยสองมืออย่างซาบซึ้ง กล่าวขอบคุณไม่หยุด แต่ยังไม่รีบชิม
กลับยกมาใกล้ปากแล้วสูดกลิ่นหอมเข้าไปเต็มปอด
หอมจริง ๆ เอากลับไปให้ถังถังดีกว่า
นางออกมานานพอสมควรแล้ว เกรงว่าหากหายไปนานเกินไปอวี๋ซิ่วจะเป็นห่วง จึงมุ่งตรงไปยังแผงขายไข่
ไข่เป็นของดี ย่อมต้องแพงแน่
นางหยิบไข่สองฟองยื่นให้เจ้าของแผง คิดในใจว่าหากเงินไม่พอ ก็จะขอร้องให้อีกฝ่ายใจดีขายให้สักฟอง
เอากลับไปให้ถังถังกินก่อน พรุ่งนี้นางค่อยมาเก็บกล่องกระดาษไปขาย หาเงินมาคืนเจ้าของแผง
“นี่คุณป้า ซื้อไข่แค่สองฟองจะพอให้ใครกินล่ะ แบบนี้ผมก็ชั่งไม่ได้สิ” เจ้าของแผงเพิ่งเคยพบคนที่ซื้อไข่แค่สองฟองเป็นครั้งแรก
“เถ้าแก่ ไข่ไก่ราคาจินละเท่าไรหรือ” นางถามอย่างไม่ค่อยมั่นใจ
“สามเหรียญห้าสิบ”
สามเหรียญห้าสิบหรือ? ยายเทียนดีใจอย่างคาดไม่ถึง
นางเดาว่าเงินสิบเหรียญของที่นี่คงมีความหมายคล้ายกับเงินทองแดงสิบเหรียญของพวกนาง
จินละสามเหรียญครึ่ง เช่นนั้นเงินที่นางมีก็น่าจะพอซื้อไข่ได้
ยายเทียนยิ้มเจื่อน ๆ รับถุงจากมือเจ้าของแผงมาใส่ไข่เพิ่มอีกหลายฟอง กะน้ำหนักดูจนคิดว่าใกล้เคียงแล้วจึงส่งให้เจ้าของแผง
“ช่วยชั่งให้ข้าหน่อย”
เจ้าของแผงบอกว่า “สี่เหรียญ”
นางยื่นธนบัตรสิบเหรียญออกไป แล้วได้รับเงินทอนกลับมาสองใบ
สี่เหรียญ ได้ไข่มาสิบสองฟอง
ไม่ใช่แค่ถังถังที่ได้กิน นางกับอวี๋ซิ่วก็จะได้เสริมสารอาหารด้วย
เมื่อเดินมาถึงแผงหมั่นโถว กลิ่นหอมอุ่นเข้มของข้าวสาลีก็ลอยมาแตะจมูก ยายเทียนแทบก้าวขาไม่ออก
นางไม่เคยเห็นหมั่นโถวขาวสะอาดนุ่มฟูเช่นนี้มาก่อน จึงถามราคาอย่างระมัดระวัง “หมั่นโถวขายอย่างไรหรือ”
“ลูกละหนึ่งเหรียญ ซื้อห้าเหรียญได้สิบสองลูก”
สิบสองลูก กินมื้อละลูก ก็อยู่ได้สี่วัน
คุ้มมาก! ซื้อเลย!
ยายเทียนยื่นธนบัตรทั้งสองใบให้อีกฝ่ายอย่างเก้อเขิน “น้องสาว ข้าไม่รู้จักเงิน เจ้าเลือกใบที่เป็นห้าเหรียญเอาเองเถิด”
เจ้าของแผงหมั่นโถวหยิบธนบัตรสีม่วงที่มีรูปคนไปหนึ่งใบ พลางยิ้มบอกว่า “ใบนี้ห้าเหรียญ ส่วนใบที่อยู่ในมือคุณป้าเป็นหนึ่งเหรียญค่ะ”
ยายเทียนจดจำเรื่องนี้ไว้ในใจอย่างแม่นยำ ตอนนี้นางรู้จักธนบัตรสามชนิดแล้ว
นางยังเป็นห่วงคนที่บ้าน จึงไม่เดินดูต่อ เก็บเงินหนึ่งเหรียญไว้ในอกเสื้อ แล้วเดินไปที่ขอบน้ำพุ หยิบถังใบใหญ่ออกมาเริ่มตักน้ำ
“คุณยามคะ คนนั้นแหละค่ะ” หญิงชราคนหนึ่งแต่งตัวประณีต สวมเครื่องประดับระยิบระยับ พาชายวัยกลางคนมาด้วย
“คนนี้แปลก ๆ นะคะ ฉันเห็นหลายครั้งแล้วว่าเอาขวดมาตักน้ำจากน้ำพุ ครั้งนี้ถึงกับหิ้วถังน้ำใบใหญ่มาเลย พอมีหล่อนอยู่ตรงนี้ เด็ก ๆ ก็กลัวจนไม่กล้าเล่นน้ำแล้วค่ะ”
ยายเทียนถูกคนกลุ่มหนึ่งล้อมเอาไว้จนแน่นขนัด ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความงุนงง เบียดกันเสียจนนางแทบหายใจไม่ออก
ยามในเครื่องแบบทำหน้าขึงขัง ดูเคร่งครัดสมกับหน้าที่ “คุณป้า ที่นี่เป็นทรัพย์สินส่วนรวม ห้ามมาตักน้ำไปเอง ครั้งนี้ขอเตือนและแจ้งให้ทราบ หากมีครั้งหน้า ผมจะโทรแจ้งตำรวจแล้วนะครับ”
นางรู้ว่าหากถูกแจ้งตำรวจ คนพวกนั้นจะจับนางไป แล้วนางก็จะกลับไปไม่ได้อีก
“ข้า...ที่บ้านของข้าขาดน้ำ ข้าถึงได้ออกมาตักน้ำ ข้าไม่รู้ว่าห้ามตักน้ำที่นี่” นางถูกคนรอบข้างจ้องจนลนลาน นิ้วมือจิกฝ่ามือตัวเองไว้ พลางเตือนตัวเองให้ใจเย็น
ต้องอธิบายให้ดี จะปล่อยให้พวกเขาพาตัวไปไม่ได้
“ตอนนี้ข้ารู้แล้ว ต่อไปข้าจะไม่มาตักน้ำที่นี่อีกจริง ๆ พวกท่านอย่าจับข้าเลย ข้ายังต้องกลับบ้าน ที่บ้านยังมีเด็ก ๆ รอดื่มน้ำอยู่” นางร้อนใจจนแทบร้องไห้
เห็นนางมีสีหน้าหวาดกลัวและสำนึกผิด ยามจึงผ่อนน้ำเสียงลง “คุณป้า น้ำนี้ไม่สะอาด ดื่มไม่ได้ ดื่มเข้าไปอาจท้องเสียหรือได้รับพิษ ถ้าที่บ้านน้ำไม่ไหล ก็ไปซื้อน้ำดื่มที่ซูเปอร์มาร์เก็ตเถอะ น้ำถังหนึ่งก็ไม่แพงใช่ไหมครับ ไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำนี้จนป่วยหรอก”
ที่แท้น้ำนี้ไม่สะอาดหรือ?
มิน่าเล่า ถึงมีแต่นางคนเดียวที่มาตักน้ำตรงนี้
“ใช่ค่ะ ซูเปอร์มาร์เก็ตข้าง ๆ น้ำถังใหญ่สามลิตรราคาแค่ห้าเหรียญเอง”
ยายเทียนยอมรับผิดอย่างจริงใจ และรับปากว่าต่อไปจะไม่มาตักน้ำจากน้ำพุอีก
เมื่อเห็นว่านางสำนึกผิดอย่างจริงจัง ผู้คนก็พากันแยกย้าย
ยายเทียนฉวยจังหวะที่ไม่มีใครสนใจ รีบหลบไปหลังถังขยะที่ไร้ผู้คน แล้วภาวนาในใจให้กลับบ้าน
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง นางก็กลับมาอยู่ในบ้านสีเหลืองดินแล้ว
คราวนี้หัวใจของนางจึงสงบลงได้
“ท่านแม่กลับมาแล้ว” อวี๋ซิ่วรีบยิ้มต้อนรับออกมา แล้วรับตะกร้าสะพายหลังจากนางทันที
ยายเทียนไม่พูดอะไร ปิดประตูเสียก่อนแล้วจึงถอนหายใจยาว
เห็นนางขมวดคิ้วแน่น อวี๋ซิ่วก็ใจหาย “ท่านแม่ เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ”
“ไม่มีอะไร” เรื่องที่เกือบถูกจับตัวไป นางไม่ได้คิดจะบอกอวี๋ซิ่ว
อวี๋ซิ่วขี้ขลาด หากบอกนาง ครั้งหน้าที่ตนไปแดนเซียน นางคงเอาแต่เป็นห่วงจนใจไม่เป็นสุข
“ถังถัง ดูสิ ยายเอาอะไรกลับมาให้เจ้า”
ยายเทียนหยิบไข่สิบสองฟองออกจากตะกร้าสะพายหลังอย่างทะนุถนอม ราวกับกำลังถวายของล้ำค่า
ถังถังที่ดูซึมเซาเหลือบมองมา ดวงตาที่ไร้ชีวิตชีวาพลันเป็นประกายขึ้นเล็กน้อย
ไข่จ๋า
“เอาไข่ไปต้ม พวกเราสามคนกินคนละฟอง ต่อไปทุกมื้อจะต้มไข่ให้ถังถังกินหนึ่งฟอง” เมื่อใจสงบแล้ว ยายเทียนก็สั่งการอย่างเป็นระเบียบ
กลัวว่าอวี๋ซิ่วจะดื้อไม่ยอมกินอีก นางจึงเสริมว่า “ไข่ที่แดนเซียนถูกมาก เงินทองแดงสี่เหรียญก็ซื้อได้สิบสองฟอง วันนี้แม่หาเงินได้สิบเหรียญ นอกจากซื้อไข่แล้ว ยังซื้อหมั่นโถวมาอีกด้วย”
แม้มีถุงบาง ๆ คั่นอยู่ แต่เมื่อถือหมั่นโถวไว้ในมือก็ยังสัมผัสได้ถึงไออุ่น
ร้อน ๆ นุ่ม ๆ หอม ๆ
“ท่านแม่ หมั่นโถวของแดนเซียนขาวกว่าของบ้านเราจริง ๆ ข้าเพิ่งเคยเห็นหมั่นโถวที่นุ่มขนาดนี้เป็นครั้งแรก” อวี๋ซิ่วกอดหมั่นโถวไว้ราวกับกอดสมบัติล้ำค่า
“ถังถังหิวแล้ว รีบต้มไข่ก่อนเถอะ”
ยายเทียนค้นของออกมาจากตะกร้าต่อ “ที่นั่นมีร้านหนึ่งให้ชิมขาหมูชิ้นใหญ่ฟรี ข้าไม่ได้กินหรอก เอากลับมาด้วย”
มีแค่ชิ้นเล็ก ๆ แบ่งกันคงไม่พอ
“เอาเนื้อชิ้นนี้ไปต้มกับใบผักเป็นน้ำแกง กินคู่กับหมั่นโถวและไข่ พวกเราสามคนจะได้อิ่มท้องกันทุกคน”
อวี๋ซิ่วมองยายเทียนอย่างปวดใจเล็กน้อย “ท่านแม่ วันนี้ท่านเหนื่อยมาก ที่นั่นลำบากหรือไม่ เดี๋ยวข้าจะนวดขาให้ท่าน”
ถังถังยันตัวเล็ก ๆ ลุกจากเตียง แล้วคลานมาข้างกายยายเทียน มือเล็ก ๆ ทุบไหล่นางเบา ๆ ทีละที
ยายเทียนรู้สึกอบอุ่นหัวใจ ความเหนื่อยล้าหายไปจนหมดสิ้น นางยิ้มอย่างปลื้มใจ “ไม่เหนื่อยหรอก”
หากชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นเรื่อย ๆ ต่อให้ลำบากเหน็ดเหนื่อยเพียงใดก็คุ้มค่า
ไม่นานนัก น้ำในหม้อดินก็เดือดปุด ๆ
อวี๋ซิ่วตักแกงเนื้อใส่ถ้วยให้คนละถ้วย แล้วตักเนื้อใส่ถ้วยของยายเทียน “ท่านแม่เหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน เนื้อต้องให้ท่านแม่กิน”
พอปอกเปลือกไข่เสร็จ ไข่ฟองแรกก็ถูกส่งให้ยายเทียน
ฟองที่สองป้อนให้ถังถัง
ถังถังกินอย่างทะนุถนอม ค่อย ๆ กัดทีละคำราวกับกำลังลิ้มรสอาหารเลิศรส พอกินไข่หมดฟอง เด็กหญิงตัวน้อยก็พึงพอใจจนหรี่ตาลง
คนที่เคยซึมเซาก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง
เมื่อมีไข่ให้กิน ยายเทียนก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงยกชามขึ้นซดน้ำแกงคำหนึ่ง
มีกลิ่นหอมของเนื้อ ใบผักก็หวานสดชื่น แต่จืดไปหน่อย
หากมีเกลือสักนิดก็คงดี
ทว่าเกลือมีราคาสูง คงยังซื้อไม่ไหวในเร็ว ๆ นี้
ทั้งสามคนกำลังกินข้าวอยู่ จู่ ๆ ด้านนอกก็มีเสียงเคาะประตูดังปึงปัง
เสียงดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับกระแทกลงกลางใจ ในหมู่บ้านที่เงียบสงัดไร้ผู้คน เสียงนั้นฟังดูบาดหูเป็นพิเศษ
