เพราะวันนี้ฮ่องเต้เสด็จมาร่วมโต๊ะเสวยที่ตำหนักฉือหนิง ซึ่งหาได้ยากยิ่ง สำรับอาหารยามเช้าจึงถูกจัดวางเต็มโต๊ะ ละลานตาด้วยของกินนานาชนิด
ทว่าไม่มีเนื้อสัตว์เลย ล้วนเป็นอาหารเจทั้งสิ้น
แต่ถึงเป็นอาหารเจก็พิถีพิถันไม่น้อย พ่อครัวหลวงปรุงแต่งได้ทั้งสีสัน กลิ่นหอม และรสเลิศ ทั้งยังประณีตน่าลิ้มลองยิ่ง
ไทเฮาเสิ่นทอดถอนพระทัยตรัสว่า “การนับถือพระพุทธองค์ต้องมีจิตศรัทธาอย่างแท้จริง ล้วนเป็นอาหารพื้น ๆ ทั้งนั้น เช้านี้คงทำให้ฮ่องเต้ต้องอดทนแล้ว”
เพ่ยเยี่ยนเม้มริมฝีปากบางเล็กน้อย “เช่นนี้ก็ดีมากแล้ว”
ไทเฮาเสิ่นพยักหน้า ก่อนตรัสหยอกเย้าว่า “กินเถิด มีเจ้าตัวตะกละรอจนร้อนใจแล้ว”
เสิ่นเจียอวี้ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ไม่รู้สึกกระดากอายแม้แต่น้อย นางยกยิ้ม ดวงตาโค้งเป็นจันทร์เสี้ยว สีหน้าเปี่ยมสุข
เพ่ยเยี่ยนช้อนตาขึ้นมองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะเบนสายตากลับมาแล้วเริ่มเสวย
ยามกินไม่พูด ยามนอนไม่สนทนา
ภายในตำหนักมีเพียงเสียงกระทบกันเบา ๆ ของชามกับตะเกียบ นอกเหนือจากนั้นก็ไม่มีความเคลื่อนไหวอื่นใด
ทว่าท่าทางของเสิ่นเจียอวี้กลับดึงดูดความสนใจของคนทั้งสองบนโต๊ะ
นางคีบอาหารสองสามอย่างให้เพ่ยเยี่ยน วางลงในจานตรงหน้าเขา ทั้งยังตักโจ๊กเม็ดบัวและดอกไป่เหอให้เขาด้วยตนเอง
การเคลื่อนไหวขณะเสวยของเพ่ยเยี่ยนชะงักลงเพียงน้อยนิด ก่อนจะกลับเป็นปกติ
ไทเฮาเสิ่นทอดพระเนตรอยู่ครู่หนึ่ง สายตากวาดไปมาระหว่างคนทั้งสอง ในดวงตาเต็มไปด้วยแววพึงพอใจ
หลังเสวยเสร็จ ไทเฮาเสิ่นตรัสว่า “พวกเจ้าสองคนพักย่อยอาหารอยู่ที่นี่ก่อนเถิด อัยเจียจะไปเปลี่ยนชุดที่ตำหนักด้านใน”
แม้จะตรัสเช่นนั้น แต่ผู้ใดมองออกก็ย่อมรู้ว่านี่คือการเปิดโอกาสให้ฮ่องเต้กับพระสนมอยู่ด้วยกันตามลำพัง พูดคุยกัน
เพ่ยเยี่ยนนั่งลงบนตั่งนุ่มก่อน แล้วส่งสัญญาณให้นางนั่งด้วย
