“เจาอี๋เหนียงเหนียง!”
“ใครก็ได้ มานี่เร็ว!”
“……”
ท่ามกลางเสียงร้องเรียกที่ดังขึ้นไม่ขาดสาย เพ่ยเยี่ยนก้าวพรวดเข้าไป อุ้มเสิ่นเจียอวี้ขึ้นแล้วเดินเข้าไปยังตำหนักหลัก สีหน้าของเขาเย็นชาอย่างยิ่ง “ไปตามหมอหลวงมา”
หงหลิงน้ำตาคลอ รีบวิ่งออกจากประตูวัง
จ้าวปิ่งจงเห็นฮ่องเต้ประทับอยู่ที่นี่ จึงพาขันทีน้อยสองคนวิ่งไปยังสำนักแพทย์หลวงอย่างรวดเร็ว
เพ่ยเยี่ยนก้าวยาว ๆ ไปยังตำหนักบรรทม วางหญิงสาวในอ้อมแขนลงบนตั่ง
เมื่อครู่มองเห็นไม่ชัด ยามนี้พอเพ่งดูใกล้ ๆ ใบหน้าเล็กของหญิงสาวซีดขาวดุจกระดาษ ไร้สีเลือด ราวกับถูกใครบางคนสูบเอาชีวิตชีวาไปในพริบตา
ใจเพ่ยเยี่ยนพลันหนักอึ้ง
เขายกมือแตะแก้มเสิ่นเจียอวี้เบา ๆ “อวี้เอ๋อร์ ตื่นสิ”
เดิมทีเพ่ยเยี่ยนคิดว่านางคงโกรธจนเป็นลมไปชั่วขณะ
แต่ทันทีที่ฝ่ามือใหญ่สัมผัสแก้มของเสิ่นเจียอวี้ ก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ร่างกายของหญิงสาวบนตั่งเย็นเกินไป ไม่มีไออุ่นแม้แต่น้อย พอลองจับมือ นิ้วทั้งสิบก็เย็นเฉียบเช่นกัน ต่อให้ใครร้องเรียกอย่างไรก็ไม่มีปฏิกิริยาแม้แต่น้อย
นี่ไม่ปกติ
แววตาเพ่ยเยี่ยนเย็นเยียบ เขาสั่งเสียงเข้ม “ไปเร่งหมอหลวง”
ชิ่งอันเห็นท่าไม่ดี ไม่กล้ารั้งรอ จึงพาคนไปเร่งด้วยตนเอง
เพ่ยเยี่ยนหันไปมองลวี่เอ้อซึ่งยืนปรนนิบัติอยู่ด้านข้าง แล้วซักถามว่า “เช้านี้เหนียงเหนียงของพวกเจ้าได้กินสิ่งใดผิดสำแดงหรือไม่”
ลวี่เอ้อร้อนใจจนเหงื่อเย็นผุดเต็มหน้าผาก ไม่มีเวลาจะเช็ด นางตอบเสียงสั่น “ไม่มีเพคะ หลังเหนียงเหนียงกลับจากการคำนับยามเช้า ก็เลือกกินโจ๊กที่โปรดอยู่สองสามอย่าง ไม่ได้กินสิ่งอื่นอีก อาหารเหล่านี้ล้วนให้ห้องเครื่องเล็กชิมก่อน แล้วบ่าวก็ตรวจสอบด้วยตนเองอีกครั้งจึงยกขึ้นโต๊ะ ไม่มีทางมีปัญหาเพคะ”
