จันทร์ลอยเด่นอยู่กลางฟ้า
ชีหรงหัวรอคอยอยู่ในตำหนักด้วยความกระวนกระวาย
ราวครึ่งชั่วยามต่อมา ประตูตำหนักก็เปิดออกพร้อมเสียงเอี๊ยด เสวี่ยจู๋เป็นผู้ผลักเข้ามา
นางก้าวฉับ ๆ เข้ามาในตำหนัก พลางรายงานว่า “หรงหัว ทางกุ้ยผินจู้มีความเคลื่อนไหวจริง ๆ เพคะ”
ชีหรงหัวใจสะท้าน รีบถามว่า “จริงหรือ?”
เสวี่ยจู๋ขยับเข้ามาใกล้อีกเล็กน้อย ก่อนลดเสียงลง “สายลับของพวกเราบอกว่า ทันทีที่กุ้ยผินจู้กลับจากอุทยานหลวง นางก็เรียกคนสนิทเข้าไปหารือกันลับ ๆ อยู่พักใหญ่ พอออกมาแล้วก็มีคนออกจากประตูวังไปแอบสืบข่าวตำหนักอี้ฮวาเพคะ”
ชีหรงหัวครุ่นคิด “เช่นนั้นจู้เหยากำลังจะลงมือแล้วหรือ?”
เสวี่ยจู๋พยักหน้า “มีความเป็นไปได้สูงเพคะ”
ชีหรงหัวยิ้มอย่างชั่วร้าย “เช่นนี้ก็ดีแล้ว ไม่เสียแรงที่ข้าอุตส่าห์วางแผน ขอให้ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันจนบาดเจ็บสาหัส แล้วดับสิ้นไปพร้อมกันเสียให้หมด”
หากจู้เหยากับเจาอี๋เฉินสิ้นไปทั้งคู่ ความโปรดปรานจากฝ่าบาทก็จะไม่มีผู้ใดแย่งชิงไปจากนางได้อีก
เสวี่ยจู๋เห็นนางยินดีถึงเพียงนี้ ก็ไม่อยากขัดอารมณ์นางนัก
แต่เมื่อลองคิดดูแล้ว สุดท้ายก็ยังเอ่ยเตือน “หรงหัว แม้กุ้ยผินจู้จะคิดลงมือแล้ว แต่ทางตำหนักอี้ฮวาก็ใช่ว่าจะจัดการได้ง่าย เกรงว่าจะไม่สำเร็จโดยง่ายเพคะ ทว่าเมื่อกุ้ยผินจู้ลงมือ ย่อมทิ้งร่องรอยไว้ ไม่แน่ว่าครานี้นางอาจพลาดท่าครั้งใหญ่ก็ได้”
ชีหรงหัวกำลังวาดฝันว่าทั้งสองจะดับสิ้นไปพร้อมกัน แล้วตนจะได้ครองความโปรดปรานแต่เพียงผู้เดียว ครั้นได้ฟังคำเตือนนี้ หัวใจก็พลันกระตุกวูบ
จริงด้วย ตำหนักอี้ฮวาหาใช่สถานที่ซึ่งจะรับมือได้ง่าย ได้ยินว่าข้าหลวงที่คอยรับใช้เจาอี๋เฉินส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนเก่าคนแก่ของไทเฮาเสิ่น
