ตำหนักเซวียนเจิ้ง
เมื่อเห็นว่าท้องฟ้ามืดลงเรื่อย ๆ ชิ่งอันก็เริ่มกระวนกระวายใจ
พระสนมเจาอี๋เหตุใดยังไม่เสด็จมาอีก?
ขณะที่กำลังคิดว่าจะไปด้วยตนเองอีกสักครั้งดีหรือไม่ พลันเห็นเงาร่างงดงามสายหนึ่งกำลังเยื้องย่างมาแต่ไกล
ชิ่งอันลอบถอนหายใจโล่งอก ก่อนลงไปต้อนรับ “พระสนมเจาอี๋เสด็จมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นเจียอวี้พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนก้าวเข้าไปในตำหนัก
ภายในสว่างไสว ทว่าเงียบสงัด
เมื่อเสิ่นเจียอวี้เห็นเงาร่างบุรุษในตำหนักด้านตะวันตกซึ่งเป็นที่ประทับ นางก็ค่อย ๆ ขยับเข้าไป
พอก้าวข้ามธรณีประตู นางก็หยุดนิ่ง ก้มหน้าต่ำ ไม่เอ่ยวาจาสักคำ
เพ่ยเยี่ยนรู้ตั้งแต่นางเข้ามาในตำหนักแล้ว ครั้นเห็นท่าทีเช่นนี้ แววตาก็พลันเย็นเยียบ
เขามิได้เอ่ยปาก
ตำหนักด้านตะวันตกเงียบจนน่าหวาดหวั่น
ชิ่งอันสังเกตเห็นความผิดปกติภายใน จึงอาศัยจังหวะยกน้ำชาเกลี้ยกล่อมให้เสิ่นเจียอวี้ไปนั่งอีกฝั่งบนตั่ง
หลังเขาออกไปแล้ว ฮ่องเต้กับพระสนมยังคงนิ่งเงียบ บรรยากาศยิ่งตึงเครียดขึ้นทุกขณะ
เพ่ยเยี่ยนมองนางผ่านแสงเทียน
เห็นนางนั่งบิดตัวไปมา แทบอยากหันหลังให้เขา ทั้งที่ไม่ได้พบกันมาหลายวัน ไม่รู้ว่านางไปเอาโทสะมาจากที่ใด
เขาใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ พลางเรียก “เสิ่นเจียอวี้”
เสิ่นเจียอวี้ทำราวกับไม่ได้ยิน ไม่ยอมเงยหน้าหรือตอบคำ
ความอดทนของเพ่ยเยี่ยนสิ้นสุดลง เขาถามเสียงขรึม “อยากถูกลงโทษหรือ?”
สิ้นคำ สตรีฝั่งตรงข้ามก็มีปฏิกิริยา
เสิ่นเจียอวี้เงยหน้าพรวด ดวงตาฉายแววไม่อยากเชื่อ ทว่าก็รีบข่มมันลง นางจ้องเขาด้วยดวงตากลมดำชุ่มชื้นแล้วกล่าวว่า “ที่แท้ฝ่าบาททรงเรียกหม่อมฉันมา ก็เพื่อจะลงโทษหม่อมฉันนี่เอง ที่จริงไม่ต้องลำบากถึงเพียงนี้ก็ได้ หากฝ่าบาทไม่โปรดหม่อมฉัน ก็ทรงมีพระบัญชาลงโทษได้โดยตรง”
