ใบหน้างามผุดผ่องของนางเชิดขึ้นเล็กน้อย ดวงตาพราวระยับจ้องเขม็ง ราวกับสัตว์ตัวน้อยที่กำลังตื่นตกใจ
ทว่าประกายน้ำตาที่วูบไหวตรงหางตาเพียงชั่วพริบตา กลับทำลายภาพลวงตาของการแสร้งทำเป็นดุดันนั้นจนหมดสิ้น
ชวนให้ผู้คนอดสงสารไม่ได้จริง ๆ
เพ่ยเยี่ยนขมวดคิ้วเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น “ผู้ใดบอกเจ้าว่าเรามาเพื่อให้ท้ายหร่วนซื่อ?”
เสิ่นเจียอวี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวอย่างเห็นเป็นเรื่องสมควรว่า “หร่วนซื่อได้รับความโปรดปราน ทั้งยังตั้งครรภ์ ฝ่าบาทเสด็จมาคราวนี้ มิใช่เพื่ออบรมหรือลงโทษหม่อมฉัน แล้วให้ท้ายางหรือเพคะ?”
เพ่ยเยี่ยนมองนาง “รู้หรือไม่ว่าเราจัดการหร่วนซื่ออย่างไร?”
แววตาของเสิ่นเจียอวี้ฉายความงุนงงขึ้นมาวูบหนึ่ง “...ฝ่าบาทจัดการหร่วนซื่อแล้วหรือเพคะ?”
“เราลดขั้นของหร่วนซื่อ” เพ่ยเยี่ยนกล่าวอย่างสงบนิ่ง ก่อนหรี่ดวงตาสีหมึกลงเล็กน้อย “เช่นนั้น เจ้าก็ไม่รู้อะไรเลย แต่กลับโมโหใส่เรากระนั้นหรือ?”
เห็นได้ชัดว่าเสิ่นเจียอวี้ไม่รู้เรื่องนี้ นางจึงลดท่าทีแข็งกร้าวลง ทว่ายังคงฝืนยืนกราน “ก็ฝ่าบาทเสด็จเข้ามาก็ทรงตำหนิหม่อมฉันก่อนนี่เพคะ”
เพ่ยเยี่ยนแค่นเสียงเย็น “แล้วผู้ใดกันที่พอเห็นเรา ก็ขว้างข้าวของแล้วหันหลังเดินจากไป?”
เสิ่นเจียอวี้เงียบงัน
เพ่ยเยี่ยนขึ้นเสียงหนักขึ้นเล็กน้อย เจือด้วยน้ำเสียงสั่งสอน “ลองดูในวังแห่งนี้สิ มีผู้ใดนิสัยเอาแต่ใจเช่นเจ้าอีก?”
เสิ่นเจียอวี้ไม่ยอมรับ ยังคิดจะแก้ต่าง ทว่าเมื่อเห็นแววตาเคร่งขรึมของเพ่ยเยี่ยน นางก็กลืนคำพูดลงคอไป
นางเบือนหน้าหนี
เพ่ยเยี่ยนสั่งนาง “หันมา มองเรา”
บางทีอาจเพราะกลัวถูกลงโทษ เสิ่นเจียอวี้จึงไม่กล้าขัด นางเงยหน้าขึ้น มองตรงไปยังเพ่ยเยี่ยน
