ยามบ่ายคล้อย
ภายในตำหนักเซวียนเจิ้ง
เมื่อเห็นว่าฮ่องเต้ทรงจัดการราชกิจเสร็จสิ้นในที่สุด ชิ่งอันก็รีบยกน้ำชาถวาย พลางเอ่ยอย่างระมัดระวังว่า “ฝ่าบาท เรื่องเมื่อเช้าจัดการเรียบร้อยแล้ว นางกำนัลของไฉหนี่ว์หร่วนถูกลงโทษ ส่วนหัวหน้าสำนักเครื่องเสวยก็ถูกตำหนิและปลดจากตำแหน่งแล้ว ทั้งไฉหนี่ว์หร่วนยังถูกลดขั้นด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
เพ่ยเยี่ยนยกถ้วยชาขึ้น จิบเบา ๆ ด้วยริมฝีปากบาง
เขารับคำเสียงต่ำเพียง “อืม” สีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์
ชิ่งอันลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ฝ่าบาทมิได้ตรัสสิ่งใด น่าจะพอพระทัยแล้ว
ที่จริงเขาไม่รู้เลยว่าเพ่ยเยี่ยนหาได้พอใจนัก
เช่นนี้จะให้เขาพอใจได้อย่างไร?
แม้เขาจะมิได้มีความรู้สึกต่อญาติผู้น้องผู้นี้มากนัก แต่ดังที่นางกล่าวในวันนั้น ทั้งสองเป็นลูกพี่ลูกน้องร่วมสายเลือด ความผูกพันทางสายเลือดย่อมตัดขาดมิได้
นางเป็นสายเลือดเพียงคนเดียวจากตระกูลฝ่ายมารดาของเขา
ต่อให้เขารังเกียจนาง ก็มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่รังเกียจนางได้
คนในวังหลังเหล่านั้นมีสิทธิ์หรือ?
ยิ่งไปกว่านั้น เพ่ยเยี่ยนคิดว่าตนมิได้รังเกียจญาติผู้น้อง
ญาติผู้น้องผู้นี้มิใช่คนที่หมดทางเยียวยา ยังอบรมให้ดีและเชื่อฟังได้
แน่นอนว่าไม่ใช่ให้เชื่อฟังเหล่าสนม แต่ให้เชื่อฟังฮ่องเต้ ว่าง่ายขึ้นสักหน่อย อย่างน้อยก็อย่าได้แผลงฤทธิ์ใส่ผู้อื่น
เพ่ยเยี่ยนเองก็ไม่ต้องการให้นางเชื่อฟังคนอื่น สำหรับผู้อื่น นางรักษานิสัยเช่นนี้ไว้ก็ดีแล้ว
อย่างเช่นที่นางตบปากหร่วนซื่อ
ไม่ยอมถูกเอาเปรียบ ทั้งยังไม่ยอมกล้ำกลืนความไม่เป็นธรรม เช่นนี้ดีมากแล้ว
