เสิ่นเจียอวี้มีแววตาเปี่ยมความยินดี
เช่นนี้ก็ดี นางอยากกินสิ่งใดก็กินสิ่งนั้น ไม่ต้องฝืนใจ
รอพ้นช่วงถือศีล นางจะไล่ชิมสำรับของฮ่องเต้ให้ครบทุกอย่าง
เสิ่นเจียอวี้ยิ้มตาหยี เอ่ยเสียงอ่อนหวานว่า “ขอบพระทัยฝ่าบาท”
เพ่ยเยี่ยนมองท่าทางยินดีของหญิงสาว ใจก็ไหววูบเล็กน้อย
เขาพบแล้วว่า
มีเพียงสองวิธีที่จะทำให้นางเชื่อฟัง วิธีหนึ่งคือข่มขู่ อีกวิธีคือใช้ผลประโยชน์ล่อใจ
เป็นจิ้งจอกน้อยเจ้าเล่ห์ รับมือยากเสียจริง
เสิ่นเจียอวี้มองอาหารเต็มจานตรงหน้า สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วค่อย ๆ คีบเข้าปากทีละนิด
ทว่านางเลือกกิน หากเจอของที่ไม่ชอบ ก็จะขมวดคิ้วน้อย ๆ แล้ววางไว้ข้างหนึ่ง
เมื่อทำทุกอย่างเสร็จ เสิ่นเจียอวี้ก็ลอบมองเพ่ยเยี่ยน เห็นเขาไม่มีปฏิกิริยาใดจึงค่อยวางใจ
หลังมื้ออาหาร เสิ่นเจียอวี้อิ่มจนแทบขยับไม่ไหว นางนั่งบนตั่ง ลูบท้องพลางพักย่อยอาหาร ก่อนเอ่ยว่า “ฝ่าบาท พรุ่งนี้หม่อมฉันจะไปตำหนักฉือหนิงเพื่อกราบทูลท่านป้าก่อน แล้วค่อยไปปรนนิบัติที่ตำหนักเซวียนเจิ้งในภายหลัง”
เพ่ยเยี่ยนเหลือบมองนางเรียบ ๆ แล้วขานรับ
เสิ่นเจียอวี้รู้สึกสบายท้องขึ้นเล็กน้อย จึงเริ่มมีแก่ใจสนทนา “วันประสูติของฝ่าบาทใกล้จะมาถึงแล้วหรือเพคะ?”
เพ่ยเยี่ยนกล่าวว่า “ต้นเดือนหก”
เสิ่นเจียอวี้ยิ้มกล่าว “เช่นนั้นหม่อมฉันจะทำของขวัญวันประสูติให้ฝ่าบาทด้วยมือตนเอง”
เพ่ยเยี่ยนเลิกเปลือกตาขึ้นมองนาง “เจ้าทำเองหรือ?”
เมื่อเห็นแววสงสัยในดวงตาเขา เสิ่นเจียอวี้ก็เบะปาก “ฝ่าบาททรงดูแคลนผู้ใดเพคะ หม่อมฉันแม้ไม่ถนัดพิณ หมาก อักษร และภาพวาด แต่ก็มีสิ่งที่เชี่ยวชาญเหมือนกันนะเพคะ”
