เมื่อเห็นนางนิ่งเงียบ จ้าวลี่ก็ใจเต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆ
กุ้ยผินเหนียงเหนียงผู้นี้ สีหน้าเรียบเฉยจนมองไม่ออกว่ากำลังยินดีหรือขุ่นเคือง
นี่กำลังโกรธหรือไม่ได้โกรธกันแน่?
เขากระวนกระวายอยู่ครู่ใหญ่ ยืนตัวแข็งอยู่กับที่ ไม่กล้าขยับเขยื้อน
เสิ่นเจียอวี้กวาดตามองทุกคน ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าทรงอำนาจจนมิอาจโต้แย้งได้ว่า “วันนี้คนมากันพร้อมหน้าแล้ว เช่นนั้นข้าจะกล่าวถึงกฎของข้าสักหน่อย”
มั่วมั่วกับจ้าวลี่เป็นผู้นำคุกเข่าลง “ขอให้กุ้ยผินเหนียงเหนียงโปรดชี้แนะ”
เหล่าข้ารับใช้ในวังด้านหลังก็คุกเข่าตามลงไปเป็นแถว
ทุกคนกลั้นหายใจ ตั้งใจฟังอย่างสงบ
เสิ่นเจียอวี้เอ่ยช้า ๆ “ปกตินิสัยข้าไม่ดีนัก แต่ข้าก็ไม่ลงโทษข้ารับใช้ในวังโดยไร้เหตุผล เรื่องใดทำผิดก็แก้ไขได้ สิ่งใดไม่รู้ก็เรียนรู้ได้ ทว่า...”
“มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุด” เสิ่นเจียอวี้เน้นน้ำเสียงหนักขึ้น แววตาที่เคยเฉื่อยชาพลันคมกริบ “จ้าวลี่ เจ้ารู้หรือไม่ว่าคือสิ่งใด?”
หลังฟังคำพูดของนาง จ้าวลี่ก็หวาดหวั่นอยู่ในใจมาตลอด ยามนี้เหงื่อเย็นชุ่มแผ่นหลัง
เขาถูกส่งมาปรนนิบัติกุ้ยผินได้ ย่อมมิใช่คนโง่เขลา
บัดนี้จ้าวลี่เข้าใจแล้วว่า กุ้ยผินเหนียงเหนียงผู้นี้มิใช่คนที่จะหลอกลวงได้ง่าย ๆ หรือจะกล่าวว่า นางเฉียบคมอย่างยิ่ง
เขาไตร่ตรองอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนตอบเสียงอู้อี้ว่า “สิ่งที่กุ้ยผินเหนียงเหนียงกล่าวถึง คงเป็นความภักดีพ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นเจียอวี้ตอบตรง ๆ “ถูกต้อง คือความภักดี”
หัวใจของทุกคนพลันสะท้าน ต่างเข้าใจเจตนาที่เจ้านายคนใหม่กล่าววาจาเหล่านี้อย่างถ่องแท้
