เกี้ยวประทับจอดลงหน้าประตูตำหนักฉือหนิงในเวลาไม่นาน
เสิ่นเจียอวี้ยืนอยู่ใต้ระเบียงโถงหลัก ครั้นเห็นสาวใช้ที่คอยติดตามฮูหยินกั๋วกงมาโดยตลอด รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นในดวงตา
นางเข้าไปในตำหนัก
เป็นดังคาด ภายในตำหนักทางตะวันตก นางเห็นฮูหยินกั๋วกงนั่งประจันหน้ากับไทเฮาเสิ่น
เสิ่นเจียอวี้คำนับไทเฮาเสิ่นก่อน จากนั้นก็รีบประคองฮูหยินกั๋วกงที่กำลังจะคำนับนางให้ลุกขึ้น
“ท่านแม่จะคำนับอวี้เอ๋อร์ได้อย่างไร?”
ฮูหยินกั๋วกงไม่ได้พบหน้านางมาหลายเดือนแล้ว คิดถึงจนสุดหัวใจ บุตรีผู้นี้ตั้งแต่เลี้ยงดูอยู่ข้างกายมา เคยจากไปนานถึงเพียงนี้ที่ไหนกัน?
แม้เตรียมใจไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ แล้ว ทว่านางก็ยังอดตาแดงก่ำไม่ได้ “บัดนี้เจ้าเป็นพระสนมของฝ่าบาท เป็นคนในราชวงศ์ ตามธรรมเนียมแล้ว ข้าผู้เป็นภรรยาขุนนางสมควรคำนับเจ้า”
เสิ่นเจียอวี้ฟังถ้อยคำสุภาพห่างเหินของฮูหยินกั๋วกง ในใจก็พลันรู้สึกปนเปกันไปหมด ขอบตาร้อนผ่าว “ท่านแม่...”
แผ่นดินราชวงศ์จิ่งกว้างใหญ่ไพศาล เป่ยหยวนอยู่ห่างจากเมืองหลวงเกือบสองพันลี้ ขนบธรรมเนียมต่างกัน ทั้งยังไม่มีกฎระเบียบมากมายอย่างเมืองหลวง
เด็กเล็ก ๆ ตามชายแดนเรียกบิดามารดาของตนแตกต่างกันไป ในบรรดาคำเรียกเหล่านั้น คำว่าอาเตี๋ยกับอาเหนียงมีคนใช้มากที่สุด
คำแรกที่เสิ่นเจียอวี้เรียนรู้ก็คือคำเรียกนี้ ทว่านางไม่มีผู้ใดให้เรียก
กระทั่งสามีภรรยาเจิ้นกั๋วกงปรากฏตัว เสิ่นเจียอวี้เฝ้าสังเกตอยู่หลายวัน ถึงกล้าเอ่ยถามอย่างหวาด ๆ ว่า “พวกท่านเป็นอาเตี๋ยกับอาเหนียงของข้าหรือ?”
เวลานั้นฮูหยินกั๋วกงชะงักไป ก่อนจะมองท่านกั๋วกงแล้วยิ้ม จากนั้นย่อตัวลง กางแขนทั้งสองข้าง พลางเอ่ยเสียงอ่อนโยนว่า “ใช่แล้ว”
เสิ่นเจียอวี้จึงค่อย ๆ ขยับเข้าไปในอ้อมกอดของนางอย่างเขินอาย
