ข่าวว่าฮ่องเต้เรียกเสิ่นเจียอวี้เข้าเฝ้า ให้คอยฝนหมึกและปรนนิบัติพู่กัน แพร่ไปทั่ววังหลังจนเหล่าสนมแทบทุกคนล่วงรู้ก่อนตะวันตกดิน
พวกนางย่อมทั้งอิจฉาและริษยา
ต้องรู้ก่อนว่าไม่ได้มีผู้ใดเข้าไปปรนนิบัติใกล้ชิดเบื้องพระพักตร์มานานแล้ว
เหล่าสนมต่างขมขื่นอยู่ในใจ ทว่ากลับไม่มีใครกล้าเอ่ยสิ่งใด
ทำได้เพียงปลอบใจตนเองเงียบ ๆ ว่าเสิ่นกุ้ยผินกับฝ่าบาทเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ความสัมพันธ์ย่อมต่างจากพวกนาง ฝ่าบาทจะทรงโปรดปรานและใส่ใจนางมากหน่อยก็เป็นเรื่องปกติ
คิดเช่นนี้แล้ว ในใจก็รู้สึกดีขึ้นบ้าง
ทว่าในบรรดาผู้ที่ได้ยินข่าวนี้ ก็มีคนที่ลอบยินดีอยู่ด้วย
อย่างเช่นเหล่าสนมหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้าวัง
พวกนางเข้าวังมาพร้อมกัน ช่วงนี้จึงเริ่มคุ้นเคยกัน ความสัมพันธ์ระหว่างกันนับว่าราบรื่น ทว่าความสนิทสนมของผู้คนย่อมมีใกล้ชิดห่างเหิน
ในบรรดาสี่คนนี้ สนมเฉินกับสนมหรวนสนิทสนมกันที่สุด
ยามนี้ทั้งสองนั่งชมจันทร์พลางสนทนากันอยู่ด้วยกัน
แววตาของสนมหรวนฉายความคาดหวัง “ฝ่าบาทเสด็จไปเยี่ยมเสิ่นกุ้ยผินครั้งหนึ่ง แล้วก็ทรงเรียกนางเข้าเฝ้าอีกครั้ง ต่อไปคงถึงคราวพวกเราบ้างแล้วกระมัง”
ใบหน้าของสนมเฉินก็มีรอยยิ้มจาง ๆ “ได้ยินว่าช่วงนี้ราชกิจของฝ่าบาทไม่หนักหนา คำนวณดูแล้ว ก็น่าจะใกล้ถึงเวลาแล้ว”
สนมหรวนยินดีจนเก็บอาการไม่อยู่ เผลอขึ้นเสียง “เช่นนั้นก็ดียิ่งนัก”
หัวใจนางพลุ่งพล่าน จนอดวาดฝันถึงชีวิตหลังได้รับความโปรดปรานมิได้
สนมเฉินเห็นสีหน้ายินดีของนาง จึงกำชับว่า “น้องหรวน ในหมู่คนใหม่ นอกจากเสิ่นกุ้ยผินแล้ว เจ้าก็งดงามที่สุด คงได้รับความโปรดปรานมากที่สุด ทว่าเจ้าเป็นคนตรงไปตรงมา ปากก็ไว ต้องสำรวมระวังให้มาก”
