บ้านเก่าของอู๋เจี้ยนหมิงอยู่ชานเมือง ขี่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าไปใช้เวลาราวสี่สิบนาที
ระหว่างทาง เถียนเสี่ยวม่านเอาแต่คิดว่าจะพูดอะไรดีตอนเจอหน้ากัน เมื่อคืนเธอฝึกพูดคำว่า “สวัสดีค่ะคุณป้า” อยู่หน้ากระจกในห้องเช่าหลายรอบ จนฝึกไปฝึกมาก็รู้สึกว่าตัวเองดูโง่ไปหน่อย
มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเลี้ยวเข้าไปในตรอกแห่งหนึ่ง สองข้างทางเต็มไปด้วยบ้านชนบทแบบเก่า
“ถึงแล้ว” อู๋เจี้ยนหมิงจอดรถ
เถียนเสี่ยวม่านเงยหน้าขึ้นมอง ประตูเหล็กสีแดงชาด บนกรอบประตูติดกระดาษคำว่า “มงคล” ที่ซีดจาง กำแพงลานบ้านฉาบปูนขาว
ประตูเปิดอยู่
ลานบ้านไม่กว้างนัก แต่จัดไว้อย่างเป็นระเบียบ พื้นปูนกวาดสะอาดเอี่ยม ด้านตะวันออกทำค้างปลูกบวบ ด้านตะวันตกวางกระถางต้นไม้สีเขียวไว้หลายใบ บนราวตากผ้ามีผ้าปูที่นอนซักจนขาวซีดแขวนอยู่ ปลิวไสวไปตามสายลม
ผู้หญิงวัยห้าสิบกว่าเดินออกมาจากในบ้าน
เธอสวมกางเกงขายาวสีดำกับเสื้อแขนสั้นลายดอกเล็ก ๆ เกล้าผมไว้เรียบร้อยไม่มีหลุดสักเส้น หลังตรงเป๊ะ ยามเดินดูคล่องแคล่วปราดเปรียว
เถียนเสี่ยวม่านเห็นแวบเดียวก็รู้ว่านี่คือแม่ของอู๋เจี้ยนหมิง
ไม่ใช่เพราะหน้าตาคล้ายกัน แต่เป็นเพราะบุคลิกที่เหมือนกัน เธอเคยเห็นอีกฝ่ายในรูปถ่ายมาก่อน แต่รูปถ่ายถ่ายทอดรัศมีแบบนี้ออกมาไม่ได้
“สวัสดีค่ะคุณป้า” เถียนเสี่ยวม่านรีบทักทาย
แม่สามียิ้มกว้างขึ้นมาทันที เดินเข้ามาจับมือเธอไว้ “เสี่ยวม่านใช่ไหม มา ๆ เข้ามาเร็ว”
แรงมือไม่น้อย เถียนเสี่ยวม่านถูกดึงจนเซไปข้างหน้าเล็กน้อย
“เดินทางเหนื่อยไหม เจี้ยนหมิงนี่มันเด็กเหลือขอจริง ๆ ไม่รู้จักขี่ช้า ๆ หน่อยหรือไง”
“ไม่เหนื่อยค่ะ ไม่เหนื่อยเลย”
“มือเย็นขนาดนี้” แม่สามีบีบมือเธอเบา ๆ “สาว ๆ มักจะขี้หนาวกัน เดี๋ยวแม่ตุ๋นน้ำแกงให้บำรุงสักหน่อย”
เถียนเสี่ยวม่านรู้สึกอบอุ่นใจ ยังไม่ทันเข้าบ้าน แม่สามีก็คิดจะบำรุงร่างกายให้เธอแล้ว ดูท่าจะเข้ากันง่ายกว่าที่เธอคิดไว้เสียอีก
เสียงหัวเราะดังมาจากในบ้าน
“โอ้ มาแล้ว ๆ!”
ผู้หญิงสามคนเดินออกมาต้อนรับ อายุราวสามสิบถึงสี่สิบปี แต่ละคนแต่งตัวต่างกันไป คนหนึ่งแต่งตัวเรียบ ๆ คนหนึ่งดัดผมหยิก ส่วนอีกคนสวมต่างหูทอง
“นี่พี่สาวคนโต พี่สาวคนรอง แล้วก็พี่สาวคนเล็กของผม” อู๋เจี้ยนหมิงชี้แนะนำทีละคน
พี่สาวคนโต อู๋เจี้ยนฟาง สวมเสื้อเชิ้ตเรียบ ๆ ผมยาวระต้นหู ใบหน้าดูอ่อนโยน เวลายิ้มมุมปากโค้งกำลังพอดี เธอยื่นมือออกมาก่อน “สวัสดีจ้ะน้องสะใภ้ ได้ยินเจี้ยนหมิงพูดถึงเธอมานานแล้ว ในที่สุดวันนี้ก็ได้เจอกันสักที”
พี่สาวคนรอง อู๋เจี้ยนผิง ดัดผมหยิกเล็ก ๆ สวมกระโปรงลายดอก เธอมองเถียนเสี่ยวม่านตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะยิ้มแล้วพูดว่า “หน้าตาสวยจริง ๆ เจี้ยนหมิงโชคดีนะ” พูดจบก็เสริมอีกว่า “แค่ผอมไปหน่อย ต้องบำรุงให้ดีนะ”
พี่สาวคนเล็ก อู๋เจี้ยนซิ่ว สวมต่างหูทอง ทาลิปสติกสีอ่อน น้ำเสียงดังที่สุดในบรรดาพี่น้อง “เข้าบ้านไปนั่งกันเถอะ” เธอพูดพลางโอบไหล่เถียนเสี่ยวม่าน พาเข้าไปอย่างสนิทสนมราวกับรู้จักกันมาสิบปี
เถียนเสี่ยวม่านถูกพากอดประคองเข้าไปในบ้าน
ห้องโถงไม่กว้างนัก ตรงกลางแขวนภาพคำมงคลแบบเก่าไว้ด้านบน ใต้ภาพมีโต๊ะปาเซียนวางอยู่ บนโต๊ะจัดอาหารไว้เต็มแล้ว ทั้งหมูตุ๋น ซี่โครงเปรี้ยวหวาน ปลานึ่ง ผักผัดกระเทียม และน้ำแกงไก่ชามใหญ่ที่ยังมีไอร้อนลอยกรุ่น
“แม่ตื่นมาวุ่นวายตั้งแต่เช้าแล้ว” พี่สาวคนเล็กยิ้ม “บอกว่าวันนี้เป็นวันสำคัญ ต้องเตรียมให้ดี”
เถียนเสี่ยวม่านมองแม่สามี ใจก็ยิ่งอบอุ่นขึ้นอีกหลายส่วน
“นั่ง ๆ ทุกคนนั่งกินกันเถอะ” แม่สามีกวักมือเรียกให้ทุกคนนั่ง
แม่สามีนั่งหัวโต๊ะ พี่สาวคนโตกับคนรองนั่งอยู่ด้านหนึ่ง ส่วนพี่สาวคนเล็กกับอู๋เจี้ยนหมิงนั่งอีกด้าน เถียนเสี่ยวม่านถูกจัดให้นั่งข้างแม่สามี
“มา เสี่ยวม่าน ลองชิมปลานี่สิ” แม่สามีคีบเนื้อท้องปลาชิ้นใหญ่ใส่ชามเถียนเสี่ยวม่าน
“ขอบคุณค่ะคุณป้า”
“เรียกคุณป้าฟังดูห่างเหินจัง” แม่สามียิ้มร่าพลางพูด “อีกไม่กี่วันพอจดทะเบียนแล้ว ก็ต้องเปลี่ยนมาเรียกแม่ได้แล้วนะ”
พี่สาวคนโตพูดต่อว่า “นั่นสิ ยังไงเราก็เป็นครอบครัวเดียวกันอยู่แล้ว”
พี่สาวคนรองพูดเสริม “น้องสะใภ้กินเยอะ ๆ หน่อย ดูผอมเหลือเกิน”
พี่สาวคนเล็กตักน้ำแกงไก่ให้เธอหนึ่งชาม “ดื่มน้ำแกงก่อน น้ำแกงที่แม่ฉันตุ๋นอร่อยที่สุดเลย”
เถียนเสี่ยวม่านถูกเอาใจใส่จนรู้สึกเขินอยู่บ้าง เธอยกชามขึ้นจิบน้ำแกง รสชาติกลมกล่อมจริง ๆ ไม่ใช่ความอร่อยจากผงชูรส แต่เป็นความหวานที่ได้จากการเคี่ยวอย่างพิถีพิถัน
“อร่อยไหม” แม่สามีจ้องถามเธอ
“อร่อยมากค่ะ”
แม่สามียิ้มอย่างพึงพอใจ ก่อนจะหันไปถอนใจ “ตอนแม่ยังสาว พ่อของเจี้ยนหมิงจากไปเร็ว แม่เลี้ยงลูกทั้งสี่คนมาคนเดียว ผ่านความลำบากมามากมาย ไม่ต้องพูดถึงแล้ว”
บนโต๊ะเงียบไปชั่วขณะ
“ช่วงที่ลำบากที่สุด ตอนปีใหม่ซื้อเนื้อไม่ไหว แม่ก็ไปเก็บกระดูกที่คนอื่นไม่เอาจากตลาดสด เอากลับมาต้มน้ำแกงให้ลูก ๆ กิน” แม่สามีเช็ดหางตา “พริบตาเดียวลูก ๆ ก็โตกันหมดแล้ว เจี้ยนหมิงเองก็กำลังจะแต่งเมีย”
พี่สาวคนโตตบหลังมือแม่เบา ๆ “แม่ เรื่องมันผ่านไปแล้ว”
“ใช่ ผ่านไปแล้ว” แม่สามีพยักหน้า ก่อนหันมาหาเถียนเสี่ยวม่านด้วยสายตาอ่อนโยน “เสี่ยวม่าน วางใจเถอะ พอเข้าบ้านนี้แล้ว แม่จะรักและดูแลเธอเหมือนลูกสาวแท้ ๆ จะไม่ให้เธอต้องลำบากเหมือนเมื่อก่อนหรอก”
เถียนเสี่ยวม่านรู้สึกแสบจมูก เกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
“คุณป้าคะ ฉันก็จะกตัญญูต่อคุณป้าให้ดีค่ะ”
“เรียกคุณป้าอะไรล่ะ” แม่สามีแสร้งทำหน้าขรึม “เรียกแม่สิ”
“แม่” เถียนเสี่ยวม่านเรียกเสียงเบา ใบหน้าแดงระเรื่อ
“จ้ะ!” แม่สามีขานรับเสียงดัง ยิ้มจนตาหยีเป็นเส้น
พี่สาวคนเล็กส่งเสียงแซวอยู่ข้าง ๆ “เอาละ ๆ แบบนี้ก็ถือว่ารับเป็นคนในครอบครัวอย่างเป็นทางการแล้วนะ”
พี่สาวคนรองคีบซี่โครงใส่ชามเถียนเสี่ยวม่าน “น้องสะใภ้ ต่อไปเราก็เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ฉันพูดตรง ๆ นะ ฉันเป็นคนปากไวใจตรง ถ้าพูดอะไรไม่เข้าหูไปบ้างก็อย่าเก็บไปคิดมากล่ะ”
“ไม่หรอกค่ะ” เถียนเสี่ยวม่านรีบตอบ
พี่สาวคนโตวางตะเกียบลง พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เสี่ยวม่าน เธอไม่มีญาติพี่น้องอยู่แถวนี้ ต่อไปถ้าเจอเรื่องอะไร ก็มาบอกพวกเราได้เลย พวกเราก็เป็นผู้หญิงที่แต่งออกไปเหมือนกัน รู้ว่าการเป็นสะใภ้ไม่ง่าย ต้องคอยช่วยเหลือกันนะ”
“ใช่ ๆ” พี่สาวคนเล็กพูดต่อ “อย่าเกรงใจพวกเราเลย พวกพี่น้องถึงจะแต่งออกไปแล้ว แต่บ้านนี้ก็ยังเป็นบ้านเดิมของพวกเราเสมอ เธอเองก็เหมือนกัน บ้านนี้เป็นบ้านของเธอด้วย”
เถียนเสี่ยวม่านพยักหน้ารัว ๆ ความกังวลในใจค่อย ๆ ละลายเหมือนก้อนน้ำแข็ง
ก่อนมาเธอยังกังวลอยู่เลยว่า พี่สาวสามคนของสามีจะเป็นคนที่ “รับมือยาก” อย่างที่คนนอกพูดกัน แต่พอได้สัมผัสด้วยตัวเองแล้ว จะมีใครไม่ดีตรงไหนล่ะ ทุกคนล้วนกระตือรือร้นและจริงใจ พูดจาทำอะไรก็ใส่ใจรอบคอบ
ดูท่าพ่อแม่ของเธอจะคิดมากเกินไปจริง ๆ
พี่สาวคนรองถามอีกว่า “พ่อแม่เธอทำใจได้เหรอที่เธอแต่งงานมาไกลขนาดนี้”
เถียนเสี่ยวม่านยิ้ม “พวกท่านก็ทำใจยากอยู่บ้างค่ะ”
แม่สามีพูดรับว่า “เจี้ยนหมิงเป็นเด็กดี วางใจเถอะ แต่งเข้ามาแล้วก็เป็นคนบ้านเรา แม่ไม่ปล่อยให้เธอต้องลำบากหรอก”
พี่สาวคนโตเหลือบมองแม่สามี มุมปากขยับเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาแสดงสีหน้าอ่อนโยนเหมือนเดิมอย่างรวดเร็ว
“แม่” พี่สาวคนโตพูด “อย่ามัวแต่พูดสิ ให้เสี่ยวม่านกินเยอะ ๆ หน่อย”
“ใช่ ๆ กิน ๆ” แม่สามีคีบกับข้าวใส่ชามเถียนเสี่ยวม่านอีกหนึ่งตะเกียบ
เถียนเสี่ยวม่านกินจนท้องป่อง
เธอแอบเหลือบมองอู๋เจี้ยนหมิง เขากำลังก้มหน้าก้มตากินข้าว เม็ดข้าวติดอยู่ตรงมุมปาก ดูกินเอร็ดอร่อยมาก
เธอรู้สึกสบายใจอย่างยิ่ง
ครอบครัวนี้ดีจริง ๆ
หลังอาหาร พี่สาวคนเล็กพาเธอเดินชมบ้าน บ้านเก่าไม่ใหญ่ มีห้องหลักสามห้องกับห้องด้านข้างอีกสองห้อง ถึงจะเก่าแต่ก็เก็บกวาดสะอาดสะอ้าน
“ต่อไปเธอกับเจี้ยนหมิงจะอยู่ห้องฝั่งตะวันออกห้องนี้นะ” พี่สาวคนเล็กเปิดประตู “แม่ฉันจัดเตรียมไว้ให้ล่วงหน้าแล้ว”
ห้องไม่ใหญ่ มีเตียงหนึ่งหลัง ตู้เสื้อผ้าหนึ่งใบ และโต๊ะหนึ่งตัว ผ้าปูที่นอนกับเครื่องนอนเป็นของใหม่ทั้งหมด สีแดงสด ดูเป็นมงคลและชื่นมื่น
“ชอบไหม” พี่สาวคนเล็กถาม
“ชอบค่ะ”
“ชอบก็ดีแล้ว” พี่สาวคนเล็กตบไหล่เธอเบา ๆ “ต่อไปเราก็เป็นพี่น้องแท้ ๆ กันแล้ว มีอะไรบอกกันได้เลย”
เถียนเสี่ยวม่านพยักหน้าอย่างหนักแน่น
เธอหยิบโทรศัพท์ออกมา ตั้งใจจะส่งข้อความไปบอกพ่อแม่ว่าถึงอย่างปลอดภัยแล้ว
พิมพ์ไปได้ไม่กี่คำก็ลบออก
พวกท่านยังโกรธอยู่ รออีกสองสามวันค่อยว่ากัน
เธอเก็บโทรศัพท์กลับเข้ากระเป๋า แล้วเดินออกจากห้อง
ในลานบ้าน แม่สามีกำลังเก็บผ้าปูที่นอนจากราวตากผ้า ท่าทางคล่องแคล่วว่องไว
เถียนเสี่ยวม่านยืนอยู่ในลาน มองแสงอาทิตย์ยามเย็นย้อมค้างบวบให้กลายเป็นสีทอง
จู่ ๆ เธอก็รู้สึกว่าตัวเองโชคดีไม่น้อย
แต่งงานไกลบ้านแล้วจะเป็นไรไป ขอแค่แต่งกับคนที่ใช่ก็พอ
ครอบครัวนี้ดีกับเธอขนาดนี้ ต่อไปเธอจะกตัญญูต่อแม่สามีให้ดี เข้ากับพี่สาวของสามีให้ได้ และใช้ชีวิตร่วมกับเจี้ยนหมิงอย่างมีความสุข
โทรศัพท์สั่นขึ้นครั้งหนึ่ง
เป็นข้อความจากแม่ “ถึงแล้วหรือยัง? คนบ้านสามีเป็นยังไงบ้าง?”
เถียนเสี่ยวม่านยิ้มแล้วตอบกลับไปว่า “ถึงแล้วค่ะ ดีมากเลย ดีกว่าที่หนูคิดไว้เสียอีก”
ส่งข้อความเสร็จ เธอก็พิมพ์เพิ่มอีกข้อความ “แม่ วางใจเถอะ หนูไม่ได้เลือกผิด”
หลังส่งข้อความ เธอก็จ้องหน้าจอรอคำตอบ
รออยู่นาน ในที่สุดก็ได้คำตอบกลับมาเพียงคำเดียว “อืม”
เถียนเสี่ยวม่านรู้ว่าแม่ยังโกรธอยู่ แต่ไม่เป็นไร เวลาจะพิสูจน์ทุกอย่างเอง
