ป้าสะใภ้ใหญ่พยักหน้าตาม ทุกคำพูดล้วนฟังดูเหมือนคิดแทนเธอ
“ใช่แล้ว พ่อแม่เธอจากไปตั้งแต่ยังเด็ก พี่รองก็เป็นอย่างนั้น จะให้เป็นเสาหลักครอบครัวก็ไม่ไหว
พวกเราเป็นผู้ใหญ่ ถ้าไม่ช่วยคิดแทนเธอแล้วจะช่วยใครล่ะ? เด็กสาวอายุสิบหกสิบเจ็ดกำลังเป็นวัยเหมาะสม หากปล่อยไปอีกสองปี ครอบครัวดี ๆ ก็ถูกคนอื่นเลือกไปหมดแล้ว
เงื่อนไขของตระกูลหวังน่ะ มีสาว ๆ ในหมู่บ้านเราตั้งกี่คนที่หมายตาไว้ ป้าก็นึกถึงเธอเป็นคนแรกเลย”
เจียงเต๋อฮวาก้มหน้า นิ้วมือค่อย ๆ บิดชายเสื้อ เธอมองออกว่าผู้ใหญ่ทั้งสองตั้งใจดีจริง ๆ ไม่ได้มาเพื่อบีบบังคับให้แต่งงาน
ในสายตาของชาวชนบทสมัยนี้ เด็กสาวกำพร้าได้แต่งเข้าบ้านสามีที่พึ่งพาได้ มีลูกมีเต้าและอาศัยผู้ชายเลี้ยงดู ก็นับเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว
สำหรับพวกเธอ การได้แต่งเข้าตระกูลหวังถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเท่าที่เจียงเต๋อฮวาจะเอื้อมถึง
แต่พวกเธอไม่รู้ว่า เมื่อหวังเถี่ยจู้จากไปแล้ว เขาจะไม่มีวันกลับมาอีก
เจ้าของร่างเดิมเป็นม่ายทั้งที่สามียังมีชีวิตอยู่มานานกว่าสิบปี ถูกบ้านสามีข่มเหงจนแทบไม่เหลือสภาพคน การแต่งงานแบบนี้ ใครจะกล้าตกลง?
เจียงเต๋อฮวาเงยหน้าขึ้น สีหน้าไร้อารมณ์ “ป้าสะใภ้ใหญ่ อาสะใภ้สาม ฉันซาบซึ้งที่พวกป้าเป็นห่วงนะ แต่เรื่องแต่งงานครั้งนี้ ฉันยังรับปากไม่ได้”
ป้าสะใภ้ใหญ่ชะงัก “ทำไมล่ะ? เธอไม่ชอบตรงไหนของตระกูลหวังหรือ?”
“ไม่ใช่ว่าไม่ชอบค่ะ” เจียงเต๋อฮวาส่ายหน้าเบา ๆ แววตาแจ่มใสและแน่วแน่ “ฉันแค่คิดว่า พ่อแม่ไม่อยู่แล้ว พี่ชายคนโตย่อมเป็นเหมือนพ่อ
พี่ใหญ่เป็นลูกชายคนโตของบ้าน ส่วนพี่สามก็เป็นนายทหารใหญ่ในกองทัพ เรื่องแต่งงานของฉันยังไงก็ต้องรอให้เขากลับมาแล้วพยักหน้าก่อนถึงจะนับว่าได้
พวกเขาเป็นพี่ชายฉันแท้ ๆ แต่ยังไม่เคยเห็นหน้าฝ่ายชายเลย ฉันกลับไปตกลงหมั้นเอง หากคนอื่นรู้เข้า คงพูดกันว่าตระกูลเจียงไร้ระเบียบ แถมยังดูเหมือนฉันไม่รู้จักคิด ไม่เห็นพี่ชายทั้งสองอยู่ในสายตา”
อาสะใภ้สามรีบเกลี้ยกล่อม “โธ่เอ๊ย เด็กโง่ พี่ใหญ่กับพี่สามของเธอจากไปสามสี่ปีแล้วนะ ทางก็ไกลแสนไกล ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดียังไง จะรอไหวได้ยังไง?
ถ้ารอจนเขากลับมา เธอก็กลายเป็นสาวแก่พอดี! อีกอย่าง การแต่งงานนี้ก็เพราะเห็นแก่พี่สามของเธออยู่แล้ว แต่งกันแล้วให้เถี่ยจู้ตามพี่ชายเธอไปเข้ากองทัพ แบบนี้ไม่ดีหรือ? ถ้าพี่สามรู้เข้ารับรองว่าต้องยินดีแน่”
“ก็ไม่แน่หรอกค่ะ” เจียงเต๋อฮวาพูดเสียงเนิบช้า นุ่มนวล แต่ไม่มีทีท่าจะยอมถอยแม้แต่น้อย
“พี่ใหญ่ไม่มีข่าวคราว ส่วนพี่สามอยู่ในกองทัพ ระเบียบเคร่งครัด จะรับใครเข้ามาง่าย ๆ ได้ยังไง? อีกอย่าง ถ้าเขายินดีจริง ๆ รอให้กลับมาแล้วค่อยจัดการด้วยตัวเอง แบบนั้นถึงจะถูกต้อง
ถ้าเขาไม่เห็นด้วย แล้วฉันดันรับปากไปเอง พอกลับมาเขาตำหนิ ฉันเป็นแค่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งจะรับผิดชอบไหวหรือคะ
แถมป้าสะใภ้ใหญ่กับอาสะใภ้สามที่หวังดีช่วยเป็นแม่สื่อ ก็พลอยเสียหน้าไปด้วย ไม่ใช่หรือคะ?”
เธอเว้นจังหวะ ก่อนเสริมประโยคที่ได้ผลที่สุด “ตอนนี้พี่สามเป็นนายทหารของกองทัพปลดปล่อย ถ้าเขากลับมาแล้วรู้สึกว่าการแต่งงานนี้ไม่เหมาะใจจนเกิดเรื่องขึ้น ตระกูลหวังก็เสียหน้าเหมือนกัน
ถึงตอนนั้นคงไม่ใช่การดองญาติ แต่กลายเป็นสร้างศัตรูกันเสียมากกว่า รอไปก่อนดีกว่าค่ะ รอพี่สามกลับมาแล้วให้เขาตัดสินใจทั้งหมด ไม่ว่าจะตกลงหรือไม่ อย่างน้อยทุกฝ่ายก็ยังรักษาหน้ากันได้”
คำพูดอ่อนโยนแต่แฝงความหนักแน่น ทุกคำล้วนมีเหตุผล ป้าสะใภ้ใหญ่กับอาสะใภ้สามสบตากัน แล้วก็พูดอะไรไม่ออก
พวกเธอไม่ได้กลัวเจียงเต๋อฮวา แต่กลัวเจียงเต๋อฟู่ เด็กคนนั้นตั้งแต่เล็กก็มีความคิดเป็นของตัวเอง ตอนนี้ได้เป็นนายทหาร มีทั้งปืนทั้งคนอยู่ในมือ
ถ้าเขากลับมาแล้วตำหนิพวกเธอที่ตัดสินใจยกน้องสาวให้แต่งงานเอง พวกผู้ใหญ่ก็ต้องเสียหน้าจริง ๆ
“เด็กคนนี้ ดูเงียบ ๆ แต่ความคิดหนักแน่นไม่เบาเลยนะ”
ป้าสะใภ้ใหญ่ถอนใจ พลางชี้นิ้วไปทางเธอ “เอาเถอะ ในเมื่อเธอยืนกรานจะรอพี่สาม พวกเราก็ไม่บังคับ
แค่เวลามันไม่รอใคร เธอเองก็คิดให้ดีแล้วกัน”
“ฉันคิดดีแล้วค่ะ ขอบคุณป้าสะใภ้ใหญ่กับอาสะใภ้สามที่อุตส่าห์เป็นห่วง”
เจียงเต๋อฮวาส่งผู้ใหญ่ทั้งสองออกไปถึงประตูรั้วอย่างนอบน้อม
พวกผู้ใหญ่หวังดี ไม่ใช่คนเลว ไม่จำเป็นต้องทำให้ผิดใจกัน แค่ยกเจียงเต๋อฟู่มาเป็นโล่ก็พอแล้ว
หลังส่งทั้งคู่ถึงประตูรั้วและมองดูจนเดินห่างออกไป เจียงเต๋อฮวาถึงหันกลับมาปิดประตู พอใส่กลอนเสร็จ ประตูห้องข้าง ๆ ก็เอี๊ยดอ๊าดเปิดออก
เจียงเต๋อลู่เดินออกมา เขาเดินมาหาเต๋อฮวาแล้วส่งเสียงอืออาสองครั้ง พร้อมกับใช้มือทำท่าประกอบ
เขาทำปากเป็นคำว่า “หวัง” ก่อนชี้ไปทางหมู่บ้านข้างหน้า แล้วชูนิ้วโป้งขึ้น หมายความว่า เงื่อนไขของตระกูลหวังไม่เลว ทำไมเธอถึงไม่ตกลง?
เจียงเต๋อฮวามองเขาแล้วรู้สึกอบอุ่นในใจ แม้พี่รองจะพูดไม่ได้ แต่กลับเข้าใจทุกอย่าง แถมยังเป็นห่วงเรื่องของเธอด้วย
“ไปกันเถอะพี่รอง กลับเข้าไปคุยกันในบ้าน” เธอดึงแขนเสื้อเจียงเต๋อลู่ พาเขาเข้าไปในห้องโถง เทน้ำใส่ชามส่งให้เขา แล้วตัวเองก็นั่งลงตรงขอบเตียงเตา
“พี่รอง ฉันไม่อยากแต่งงาน” เจียงเต๋อฮวาพูดตรง ๆ ไม่ปิดบังเขา
“ตระกูลหวังยอมแต่งกับฉันก็เพราะเห็นว่าพี่สามเป็นนายทหารในกองทัพ พอแต่งงานแล้ว หวังเถี่ยจู้ก็จะตามพี่สามไปเป็นทหาร
แล้วฉันล่ะ? ฉันต้องอยู่ในหมู่บ้าน ทำงานหนักสารพัด คอยรับใช้พ่อแม่เขากับคนทั้งบ้าน
ถ้าเขาปลอดภัยดี แล้วสร้างชื่อในกองทัพได้ นั่นก็เพราะเขามีความสามารถ ไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน
แต่ถ้าเขาบาดเจ็บ พิการ หรือตายล่ะ? ฉันก็จะกลายเป็นคนผิด ชาวบ้านจะพูดกันว่าฉันเป็นกาลกิณี ทำให้สามีตาย
เขาอยากเป็นทหารเอง เส้นทางก็เป็นคนเลือกเอง ทำไมฉันต้องเป็นคนรับผิดชอบทุกอย่างด้วย? ฉันจะได้อะไรล่ะ?”
เจียงเต๋อลู่ประคองชามไว้ในมือ นั่งฟังเงียบ ๆ แววตาของเขาค่อย ๆ เปลี่ยนจากความสงสัยเป็นความเห็นใจ
เขาวางชามลง แล้วทำท่าทางด้วยมือสองสามครั้ง หมายความว่า เธอพูดถูก ไม่แต่งก็ไม่ต้องแต่ง พี่สนับสนุนเธอ
เจียงเต๋อฮวามองท่าทางของเขาแล้วหัวเราะ “มีแต่พี่รองนี่แหละที่เข้าใจฉัน”
เธอขยับเข้าไปใกล้แล้วกระซิบ “รอพี่สามกลับมา ฉันจะบอกให้เขาพาฉันไปด้วย
ฉันจะไปอยู่ในกองทัพ หางานทำ หาเงินเดือนเลี้ยงตัวเอง แบบนี้ไม่ดีกว่าแต่งงานหรือ?”
เจียงเต๋อลู่พยักหน้ารัว ๆ พร้อมชูนิ้วโป้ง หมายความว่า ดีเลย แบบนี้ดี มีอนาคต
เจียงเต๋อฮวายิ้มกว้างขึ้น พี่รองคนนี้ถึงจะพูดไม่ได้ แต่รักและเป็นห่วงเธอมากกว่าใคร
ข่าวแพร่ไปถึงตระกูลหวังในหมู่บ้านข้างหน้าอย่างรวดเร็ว บ่ายวันรุ่งขึ้น หวังเถี่ยจู้ก็มาหา
เขายืนอยู่ตรงประตูรั้ว น้ำเสียงค่อนข้างสุภาพ แต่ฟังดูร้อนใจอยู่บ้าง “น้องเต๋อฮวา ได้ยินว่าเธอไม่อยากตกลงแต่งงานกับฉันหรือ?
ฉันพูดตรง ๆ เลยนะ ที่ฉันฝากคนมาทาบทามก็เพราะคิดว่าหลังแต่งงานแล้วจะได้ตามพี่สามของเธอไปหาทางก้าวหน้าในกองทัพ
ถ้าเธอไม่ยอมแต่งกับฉัน เส้นทางเข้ากองทัพของฉันก็ขาดสะบั้นไม่ใช่หรือ?”
เจียงเต๋อฮวายืนอยู่ด้านในประตูรั้ว พูดจาสุภาพ ไม่มีวี่แววจะหาเรื่องเขาแม้แต่น้อย
“พี่หวัง พี่สามของฉันเป็นนายทหารในกองทัพ เรื่องแต่งงานของฉันซึ่งเป็นน้องสาว อย่างน้อยก็ต้องรอให้เขาพยักหน้าก่อน
ถ้าพี่อยากไปพึ่งพาพี่ชายฉันจริง ๆ รอเขากลับมาแล้วค่อยไปหาเขาด้วยตัวเอง เขาให้ความสำคัญกับความผูกพันระหว่างคนบ้านเดียวกัน ถ้าพี่แสดงตัวดี ๆ ก็ต้องมีโอกาสแน่นอน
ถ้าพี่อาศัยแต่งกับฉันเพื่อสร้างเส้นสาย พอพี่ชายฉันไม่พอใจขึ้นมา สุดท้ายอาจได้ไม่คุ้มเสีย พี่ว่าใช่ไหมล่ะ?”
หวังเถี่ยจู้ยืนครุ่นคิดอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง แล้วก็รู้สึกว่ามีเหตุผล
ถ้าบีบให้เธอแต่งจนเรื่องบานปลาย เขาอาจทำให้เจียงเต๋อฟู่ขุ่นเคือง ได้ไม่คุ้มเสีย เขาจึงไม่พูดอะไรต่อ แค่กล่าวลาอย่างสุภาพสองสามคำแล้วก็จากไป
