ซูเจียวมองดูแล้วเลิกคิ้วขึ้นนิดหนึ่ง ริมฝีปากพลันยกโค้งโดยไม่รู้ตัว
นี่สินะ เสน่ห์ของหน้าแรกในทำเนียบตระกูล?
แม้แต่จิ้งจอกเฒ่าอย่างเธอยังอดรู้สึกยินดีจากใจจริงไม่ได้
“จัดลำดับแบบนี้จะไม่เหมาะหรือเปล่า?”
ซูเจียวแสร้งถามอย่างเกรงใจ
ซูเย่เหลือบมองเธอแล้วบ่นว่า “หุบยิ้มก่อนเถอะ นี่เป็นความเห็นของท่านอาใหญ่ซู แล้วก็เป็นความเห็นของคนทั้งตระกูลด้วย”
ช่วงหลายปีมานี้ คนตระกูลซูออกไปสร้างเนื้อสร้างตัวข้างนอกกันไม่น้อย
แถมยังมีอยู่หลายคนที่ไปได้สวยพอตัว
แต่ถ้าเทียบกับซูเจียวแล้ว ก็...
ไม่มีอะไรให้พูดถึงเลยสักนิด
ซูเจียวพาคนทั้งตระกูลร่ำรวยขึ้นมาได้ ศาลบรรพบุรุษหลังใหม่ก็ใช้เงินของเธอสร้างขึ้นมาคนเดียว แล้วการได้อยู่ลำดับแรกจะเป็นอะไรไป?
เธอสมควรได้รับมันอยู่แล้ว
“งั้นฉันไม่มีความเห็นแล้ว”
ซูเจียวยักไหล่พลางกางมือ แล้วมองเอกสารอีกครั้ง “คนในตระกูลเรามีเยอะเหมือนกันนะ”
“แค่นี้ยังรวบรวมรายชื่อไม่ครบเลย”
ตอนแรกที่ซูเย่เห็นทำเนียบตระกูล เธอก็ตกใจอยู่เหมือนกัน ไม่คิดเลยว่าคนในตระกูลจะมีมากขนาดนี้
หลายคนในนั้นเธอไม่เคยได้ยินชื่อด้วยซ้ำ
ไม่รู้ว่าเป็นญาติห่าง ๆ ที่โยงกันมาทางไหน หรือห่างกันไปกี่รุ่นแล้ว
ยิ่งใกล้วันสิ้นปี รถในหมู่บ้านก็ยิ่งเยอะขึ้น โชคดีที่ปีนี้ขยายถนนให้กว้างขึ้น ไม่อย่างนั้นถ้ารถสองคันสวนกัน คงลำบากตอนหลบให้กันแน่
หมู่บ้านที่เคยเงียบสงบก็ยิ่งคึกคักขึ้นทุกที
คนที่กลับจากไปทำงานต่างถิ่นพาภรรยา ลูก และผู้เฒ่าผู้แก่มาด้วย เสียงพูดคุยหัวเราะ เสียงประทัด และเสียงแตรรถดังไปทั่ว...
ทุกวันซูเจียวจะยกเก้าอี้ไปนั่งในลานบ้าน วางเมล็ดแตงโม ถั่วลิสง ขนมกับผลไม้สารพัดไว้ แล้วคุยเล่นกับคนที่เดินผ่านไปมา ทั้งคนคุ้นหน้าและคนแปลกหน้า
