วันเดียวกันนั้นเอง ที่โรงพยาบาล
หมอถือฟิล์มเอกซเรย์ที่เพิ่งถ่ายเสร็จ จมอยู่ในความเงียบงันและครุ่นคิดจนบรรยายไม่ถูก
มองฟิล์มทีหนึ่ง มองคนไข้ทีหนึ่ง
แล้วก็ทำซ้ำอยู่หลายรอบ
มองจนคนไข้ใจคอไม่ดี รู้สึกเหมือนตัวเองคงอยู่ได้อีกไม่นาน
ในที่สุดเขาก็รวบรวมความกล้าขึ้นมา “คุณหมอครับ ผมเป็นโรคร้ายแรงหรือเปล่าครับ”
“ไม่ครับ ไม่มีอะไร”
หมอส่ายหน้า
คนไข้โล่งอกทันที “แล้วทำไมคุณหมอถึงทำหน้าเคร่งเครียดขนาดนั้นล่ะครับ”
ตกใจแทบแย่ เขานึกว่าตัวเองกำลังจะได้ไปพบบรรพบุรุษแล้วเสียอีก!
“เรื่องเป็นอย่างนี้…”
หมอวางฟิล์มลง ขมวดคิ้วแน่น พลางวางมือลงบนเวชระเบียนที่คนไข้ยื่นมาให้ “ผลตรวจเมื่อเดือนก่อนพบว่าคุณมีเนื้องอกที่ตับ และมีโอกาสเปลี่ยนเป็นเนื้อร้าย เพราะขนาดยังเล็ก เดือนนี้เลยนัดมาตรวจซ้ำ ใช่ไหมครับ”
“ใช่ครับ”
คนไข้พยักหน้าอย่างซื่อตรง แต่แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที “คุณหมอครับ ผมไม่ได้เป็นมะเร็งตับใช่ไหมครับ”
“ไม่ครับ ไม่มีอะไรเลย เนื้องอกก็หายไปแล้วด้วยซ้ำ คุณไปผ่าตัดเอาเนื้องอกออกที่โรงพยาบาลอื่นหรือเปล่า”
“เปล่าครับ”
อย่างนั้นก็แปลกแล้ว
เนื้องอกหายไปได้ยังไงกัน
หมอขมวดคิ้วยิ่งกว่าเดิม “แล้วคุณได้กินยาอะไร หรือไปทำการบำบัดแบบพิเศษมาหรือเปล่า”
คนไข้พยายามนึกทบทวน ก่อนจะถามอย่างนึกขึ้นได้และระมัดระวังว่า “ผมไปทำกายภาพบำบัดมา นับไหมครับ”
“บำบัดแบบไหนครับ”
“ไม่ทราบเหมือนกันครับ เพื่อนพาผมไปร้านบำบัดแห่งหนึ่ง บอกว่าเป็นแพทย์แผนจีนผสมกับการรักษาด้วยควอนตัม ได้ผลดีมาก ผมไปแค่ครั้งเดียวก็รู้สึกสบายไปทั้งตัว แถมยัง…”
