หร่วนอวี้เคาะประตูอยู่นาน จนแม้แต่เพื่อนบ้านห้องข้าง ๆ ยังตกใจ แต่คนที่พักอยู่ชั้นบนก็ยังไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ
เพื่อนบ้านบอกว่า “บ้านนี้เหมือนไม่มีคนอยู่มาหลายวันแล้วนะ โทรเรียกนิติบุคคลให้มาดูเถอะ”
“ได้ค่ะ” หร่วนอวี้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วโทรหานิติบุคคลอีกครั้ง
“สวัสดีค่ะ ฉันเป็นลูกบ้านห้องบีหนึ่งศูนย์หนึ่งค่ะ ห้องชั้นบนของบ้านฉันน้ำรั่วซึมลงมาถึงห้องแล้ว แต่เหมือนจะไม่มีใครอยู่บ้าน พวกคุณช่วยมาดูหน่อยได้ไหมคะ?”
พนักงานนิติบุคคลถามด้วยเสียงหาว “น้ำซึมมากแค่ไหน?”
หร่วนอวี้ตอบอย่างร้อนใจ “ตอนแรกมีแค่หยดน้ำค่ะ แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะมากขึ้นเรื่อย ๆ ฉันกลัวว่าท่อน้ำชั้นบนจะแตก ถ้าปล่อยให้หยดต่อไปแบบนี้ ห้องอื่นอาจถูกน้ำท่วมด้วยก็ได้ค่ะ”
พนักงานยังคงตอบด้วยน้ำเสียงเฉื่อยชา “เดี๋ยวฉันโทรหาลูกบ้านห้องหนึ่งศูนย์หนึ่งถามดูก่อน”
“ได้ค่ะ!” หร่วนอวี้วางสาย แล้วรีบกลับเข้าบ้าน
เป็นอย่างที่คิด น้ำซึมในห้องหนักขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งยังมีแนวโน้มว่าจะลามออกไปอีก
เธอหยิบกะละมังมาวางไว้ข้าง ๆ รองน้ำ
หลังจากวางสายจากนิติบุคคลไปยี่สิบนาที หร่วนอวี้ก็ยังไม่ได้รับโทรศัพท์กลับมา เธอจึงโทรไปถามอีกครั้ง “ขอโทษนะคะ ติดต่อเจ้าของห้องหนึ่งศูนย์หนึ่งได้หรือยังคะ?”
พนักงานนิติบุคคลตอบว่า “ติดต่อไม่ได้”
“……”
หร่วนอวี้ไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อน
ถึงจะพยายามจัดการอย่างเต็มที่แล้ว แต่ปัญหากลับมีมากกว่าหนทางแก้เสมอ
