หร่วนอวี้มองแผ่นหลังกว้างใหญ่ของเขา รวมถึงกล้ามเนื้อบนท่อนแขนที่เผยออกมา ไม่ว่าจะมองตรงไหนก็สมบูรณ์แบบจนดูไม่เหมือนเรื่องจริง
เธอมองจนใจลอยไปเล็กน้อย
ลู่เฉิงอวิ๋นยกอาหารเช้ามาวางบนโต๊ะตัวเล็กทีละอย่าง ก่อนยื่นมือมาโบกตรงหน้าเธอ “กลับมามีสติได้แล้ว กินข้าว”
หลังจากสังเกตเธอมานาน ลู่เฉิงอวิ๋นก็พบว่าเธอชอบเหม่อลอยมาก บางทีนี่อาจเป็นเรื่องปกติของศิลปิน ดูแล้วทั้งน่ารักทั้งซื่อ ๆ
ไม่รู้ทำไม ภาพหร่วนอวี้ตัวน้อยพลันผุดขึ้นมาในหัวเขา ตอนเด็กเธอคงน่ารักยิ่งกว่านี้ น่าเสียดายที่เขาจำไม่ได้แล้ว
หร่วนอวี้กะพริบตา รับช้อนที่เขายื่นให้ แล้วถามอย่างสงสัยว่า “ลู่เฉิงอวิ๋น พ่อของคุณเสียตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอ?”
ในนิยายต้นฉบับพูดถึงเพียงภูมิหลังเรื่องนี้ ไม่ได้ลงรายละเอียดไว้ เธอยังคลางแคลงใจกับคำพูดของอันไป่หยวน จึงอยากลองถามหยั่งเชิงดู
ลู่เฉิงอวิ๋นคุ้นชินกับการไม่มีพ่อมาตั้งแต่เด็ก จึงไม่ได้รู้สึกต่อต้านคำถามนี้ “เขาเสียก่อนผมเกิด แม่พาผมกลับหมู่บ้านตอนยังตั้งท้องอยู่ คนในหมู่บ้านไม่มีใครเคยเห็นหน้าพ่อผมเลย”
“แล้วไม่มีรูปถ่ายเลยเหรอ?” หร่วนอวี้ถามอีกครั้ง
ถ้ามีรูปก็น่าจะรู้ว่าพ่อของเขายังมีชีวิตอยู่ แถมอาจเคยปรากฏตัวในโทรทัศน์ด้วยซ้ำ
ลู่เฉิงอวิ๋นส่ายหน้า “ไม่มี ตอนนั้นทุกคนยากจนมาก ไม่มีเงินถ่ายรูป พอผมโตขึ้นแล้วถามแม่ แม่ก็บอกว่าผ่านมานานเกินไปจนจำไม่ได้แล้วว่าพ่อหน้าตาเป็นยังไง”
หร่วนอวี้ชะงักไป ก่อนจะสังเกตเห็นความเศร้าหมองของเขาได้อย่างรวดเร็ว
