ขาทั้งสองของหร่วนอวี้เกี่ยวรัดเอวสอบแข็งแรงของเขา ริมฝีปากและลิ้นถูกเขาตามไล่จูบพัวพัน ชายหนุ่มผู้สุขุมและเคร่งขรึมราวกับลูกสุนัขที่เกาะติดเธอ อยากกลืนกินเธอเข้าไปทั้งตัวจนแทบทนไม่ไหว
ขอบเตียงกดแผ่นหลังจนเจ็บ หร่วนอวี้ดิ้นรนอยากลุกขึ้น
ลู่เฉิงอวิ๋นช้อนตัวเธอขึ้นมา อุ้มไปจูบต่อบนเตียงกว้างหนึ่งเมตรแปดสิบเซนติเมตรที่ไม่มีอะไรขวางกั้น หร่วนอวี้หนีไปไหนไม่พ้น จึงถูกเขาจูบจนแทบขาดใจอีกครั้ง
หร่วนอวี้ผลักเขาไม่ออก ใช้ขาเตะก็ไม่ได้ผล แรงน้อยนิดของเธอเหมือนแค่เกาให้เขาคัน จนท้ายที่สุดเกือบหมดสติถึงได้กัดเขาเข้าเต็มแรง ลู่เฉิงอวิ๋นเจ็บจนยอมปล่อย
เมื่อเห็นเลือดซึมออกมาตรงมุมปากเขา หร่วนอวี้ที่เดิมทียังเป็นฝ่ายมีเหตุผลก็รู้สึกผิดขึ้นมาทันที “ฉัน... ฉันหายใจไม่ทัน แล้วก็ผลักคุณไม่ออก...”
ลู่เฉิงอวิ๋นเช็ดเลือดตรงมุมปาก ไม่ได้โกรธเลยสักนิด “ขอโทษนะ จูบเพลินไปหน่อย ไม่ทันสังเกตว่าคุณผลักผม”
หร่วนอวี้ “...”
เขาพูดเรื่องแบบนี้หน้าตาเฉยได้ยังไงกัน?
หร่วนอวี้ทำแบบนั้นไม่ได้ เธอยังรักหน้ารักตาอยู่
หญิงสาวกลืนน้ำลาย ก่อนเบือนหน้าหนีแล้วพูดว่า “ความจุปอดฉันไม่ดีเท่าคุณ จูบ... จูบนานขนาดนั้นไม่ไหวหรอก...”
พูดจบประโยคเดียว เธอก็รู้สึกหมดแรงไปทั้งตัว
หมดเกลี้ยงแล้ว หมดเกลี้ยงจริง ๆ
ถ้าจูบต่อ เธอคงขาดใจตายแน่
“อืม เป็นความผิดผมเอง” ลู่เฉิงอวิ๋นยอมรับผิดอย่างไม่อ้อมค้อม “ผมควบคุมเวลาไม่ดี”
หร่วนอวี้แทบอยากเป็นลม
คนที่พูดตรง ๆ ก็เขาชัด ๆ ทำไมคนที่อับอายจนอยากแทรกแผ่นดินหนีกลับกลายเป็นเธอ โลกนี้ยังมีเหตุผลอยู่ไหมเนี่ย?
หร่วนอวี้ทั้งอึดอัดทั้งโมโห แต่พอเห็นเลือดตรงมุมปากเขายังซึมอยู่ ก็รีบปีนลงจากเตียง ดึงลิ้นชักออกมา “แปะพลาสเตอร์ก่อนเถอะ ห้ามเลือดก่อน”
ลู่เฉิงอวิ๋นนั่งนิ่งอยู่ริมเตียง
