“อย่าร้องไห้เลย หร่วนอวี้” เขาปลอบเธอ
หร่วนอวี้รู้สึกน้อยใจมาก เธอถูกเนื้อเรื่องบีบจนตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่กลับต้องฝืนใจทำเรื่องที่ตัวเองไม่ชอบ
เธออยากเปิดอกบอกเขาตรง ๆ เสียเดี๋ยวนี้ แต่ก็กลัวว่าเขาจะคิดว่าเธอเป็นคนบ้าหนีออกมาจากโรงพยาบาลจิตเวช
คนมีความรู้สูงล้วนเป็นวัตถุนิยมที่เชื่อมั่นในแนวคิดของตัวเอง เขาคงไม่มีทางเชื่อเรื่องเหลือเชื่อแบบนี้
หร่วนอวี้เช็ดน้ำตา ก่อนยกกล่องข้าวบนโต๊ะขึ้นมา “ฉันไปเอาข้าวมาให้คุณนะ”
หญิงสาวรีบเดินออกไป
คุณยายที่เฝ้าคนไข้เตียงข้าง ๆ จู่ ๆ ก็ถามลู่เฉิงอวิ๋นว่า “สาวน้อยคนนั้นเป็นแฟนเธอเหรอ?”
ลู่เฉิงอวิ๋นขานรับเบา ๆ
แล้วหันไปมองคุณตาที่นอนอยู่บนเตียงเดียวกัน
สองสามีภรรยาสูงอายุราวเจ็ดสิบกว่า ผมขาวโพลน แต่สีหน้าสงบอ่อนโยน ดูเข้ากับคนง่าย
คุณยายหยอกว่า “พ่อหนุ่มนี่โชคดีจริง ๆ นะ แฟนเป็นห่วงเธอมาก คอยดูสายน้ำเกลือให้ตลอด พอหมดหยดก็เรียกคนทันที ไม่กล้าห่างไปไหนเลยสักก้าว”
ลู่เฉิงอวิ๋นชะงัก “เฝ้าตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้เลยเหรอครับ?”
คุณยายพยักหน้า “ใช่สิ คงยังไม่ได้กินมื้อเที่ยงด้วยซ้ำ ฉันเห็นพวกเธอเข้ามาตั้งแต่สิบเอ็ดโมงแล้ว”
ลู่เฉิงอวิ๋นคลำหาโทรศัพท์ตรงหัวเตียง
เมื่อเห็นข้อความเสียงในวีแชตที่เพื่อนร่วมงานชื่อจางส่งมา เขาก็แปลงเสียงเป็นข้อความ แม้จะมีคำผิดอยู่บ้าง แต่ก็พออ่านรู้เรื่อง “เฉิงอวิ๋น ฉันได้ยินมาว่าค่ารักษาพยาบาลในแดนเหนือแพงมาก แต่ฉันรวบรวมเงินให้คุณได้แค่ 3,000 หยวน ไม่รู้ว่าจะพอไหม ขอบคุณที่ช่วยชีวิตฉันไว้”
