“มีธุระอะไรกับฉันหรือเปล่า?”
คนที่เคาะประตูกลับเป็นจูเสวี่ยชิง
ต้วนหานเยว่รู้สึกงุนงง
ดูเหมือนพวกเธอจะไม่ได้สนิทกันถึงขั้นคุยเล่นได้นี่นา?
วันนี้จูเสวี่ยชิงสวมเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้ม ผมดำขลับถักเป็นเปียพาดอยู่ด้านข้าง ดวงตาดำสนิทจ้องมองเธอตรง ๆ “ฉันกลับไปคิดดูแล้ว เรื่องที่พูดให้ร้ายเธอลับหลัง ฉันทำไม่ถูกจริง ๆ”
ต้วนหานเยว่เอ่ยอย่างลังเล “แล้ว?”
มาขอโทษเธออีกครั้งหรือไง?
ใครจะคิดว่าจูเสวี่ยชิงสูดหายใจลึก ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เพราะงั้นฉันคิดว่า ฉันควรขอโทษเธอต่อหน้าคนอื่นเหมือนหลิ่วปากกว้าง”
ชิ
ไม่รู้ว่าสาวคนนี้โดนอะไรมากระตุ้น ถึงได้ตั้งใจแน่วแน่จะทำให้พ่อขายหน้า
ต้วนหานเยว่ไม่คิดเข้าไปยุ่งเรื่องในครอบครัวคนอื่น จึงปฏิเสธตรง ๆ “บอกว่าไม่ต้องก็คือไม่ต้อง”
“แต่...” เมื่อพูดให้ต้วนหานเยว่เปลี่ยนใจไม่ได้ จูเสวี่ยชิงก็ร้อนรนก้าวเข้ามาสองก้าว ท่าทางคล้ายจะยื่นมือมาดึงเธอ
“พี่! พี่!”
โชคดีที่เสียงจากไกล ๆ ดังขึ้นขัดจังหวะเธอไว้
ทั้งคู่หันกลับไปพร้อมกัน เห็นติงกู้อวิ๋นวิ่งหอบเข้ามา หน้าผากขาวผ่องมีเม็ดเหงื่อเกาะพราว ดูท่าจะร้อนใจมาก
พอหยุดยืนได้ เธอก็มองจูเสวี่ยชิงอย่างตำหนิ
“พี่ วันนี้พี่ทำให้พ่อแม่เสียใจมากเกินไปแล้วนะ พ่อพูดแบบนั้นก็เพราะหวังดี ตอนนี้พี่วิ่งออกมาวุ่นวายจะขอโทษคนอื่น ไม่เท่ากับเอาหน้าพ่อไปเหยียบกับพื้นหรือไง?”
เธอเกลี้ยกล่อมอย่างอดทน “พี่ ปีนี้พี่อายุยี่สิบสามแล้ว โตเป็นผู้ใหญ่สักทีได้ไหม อย่าทำให้คนในบ้านต้องเป็นห่วงมากนักเลย”
