ชั่วขณะที่หันกลับมา ต้วนหานเยว่ทั้งตกใจทั้งหวาดกลัว
นี่เป็นค่ายทหารที่เคร่งครัดเรื่องระเบียบวินัยแท้ ๆ กลับมีคนบุกเข้าบ้านคนอื่นโดยไม่บอกไม่กล่าวอย่างนั้นหรือ?
ช่างไร้กฎเกณฑ์สิ้นดี
เธอคว้าผ้าขนหนูที่อยู่ข้าง ๆ มาพันกายไว้ ก่อนจะมองไปยังอีกฝ่ายอย่างโกรธเกรี้ยว แล้วก็เห็นใบหน้าที่แดงลามจากลำคอไปถึงใบหู
ฮั่วหมิงซานที่เผลอเห็นเธอเปลี่ยนเสื้อผ้า แถมยังถูกจับได้คาหนังคาเขา ยามนี้ไม่รู้จะวางมือวางเท้าไว้ตรงไหน
เขาจ้องตาต้วนหานเยว่แน่น เสียงติดขัดอย่างหาได้ยาก “ผม... ผมไม่ได้ตั้งใจ...”
ที่แท้ก็เป็นฮั่วหมิงซาน
ต้วนหานเยว่คว้าหมอนขว้างใส่ ใบหน้าแดงจัด ก่อนตวาดว่า “คุณกลับมาทำไมไม่เคาะประตู ไม่ส่งเสียงบอกก่อน!”
“ผมไม่คิดว่าคุณกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า” ฮั่วหมิงซานมีสีหน้าเขินอาย
รู้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิด เขาจึงกล่าวขอโทษอย่างจริงใจ “ขอโทษนะ คราวหน้าผมจะระวัง”
เขายอมรับผิดอย่างง่ายดาย แถมยังมีท่าทีดีขนาดนี้ ต้วนหานเยว่ก็รู้สึกว่าถ้าเธอยังไม่ยอมปล่อยผ่าน ดูจะไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไร
อย่างไรเรื่องนี้เธอก็มีส่วนผิดอยู่บ้าง คิดว่าตัวเองไม่ค่อยรู้จักใครแถวนี้ พอเข้าห้องมาก็เลยขี้เกียจล็อกประตูจากด้านใน
เธอโบกมือให้ฮั่วหมิงซาน “คุณออกไปก่อนเถอะ”
ตอนนี้เสื้อผ้าบนตัวเธอมีเนื้อผ้าน้อยเกินไป ไม่เพียงทำให้รู้สึกกระดากอายเวลาเอ่ยปาก แต่ยังรู้สึกไม่ปลอดภัยเอามาก ๆ ด้วย
ฮั่วหมิงซานลูบจมูกแล้วหันหลังเดินออกไป
แต่พอเดินไปได้สองก้าว เขาก็หันกลับมาโดยไม่คาดคิด และสบเข้ากับดวงตาคู่สุกใสเป็นประกายอีกครั้ง
ดวงตาดำขลับฉ่ำน้ำของต้วนหานเยว่จับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของเขา น้ำเสียงไม่เป็นมิตร “คุณมองพอหรือยัง?”
