เมื่อนึกถึงนิยายที่เคยอ่าน ต้วนหานเยว่ก็กลัวจนตัวสั่น กลัวว่าประเดี๋ยวหวังไฉ่หงจะพุ่งเข้ามาลากพวกเธอสองคนออกไปถ่วงสุ่มหมู
โชคดีที่ฮั่วหมิงซานมือเท้าว่องไว เพียงครู่เดียวก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย
ต้วนหงฉีเป็นข้าราชการ หน่วยงานจัดบ้านหลังเล็กสองชั้นเดี่ยวพร้อมลานบ้านให้เขา กรอบหน้าต่างสีขาว หลังคาลาดเอียงมุงกระเบื้องสีแดง พื้นลานปูด้วยแผ่นหินเขียว ด้านซ้ายแบ่งพื้นที่เล็ก ๆ ไว้ปลูกผัก ส่วนด้านขวาปลูกกุหลาบกับดอกราตรี
เวลานี้เป็นช่วงฤดูร้อนพอดี กุหลาบกำลังบานสะพรั่ง
กิ่งใบเขียวชอุ่มพันเกี่ยวสลับกัน มีหนามแหลมเล็ก ๆ แซมอยู่ ดอกสีแดงสดและสีขาวอมชมพูเบียดซ้อนเป็นชั้น ๆ เมื่อลมพัด กลีบดอกก็ไหวระริก กลิ่นหอมเข้มขจรไปทั่วลานบ้าน
ต้วนหานเยว่นั่งตรงที่นั่งริมหน้าต่าง ด้านขวาคือฮั่วหมิงซาน ส่วนฝั่งตรงข้ามเป็นต้วนหงฉีกับเฉาอวิ้นผู้เป็นสามีภรรยา
หวังไฉ่หงกับต้วนพ่านพ่าน ลูกสาวแท้ ๆ ของตระกูลต้วน นั่งอยู่ตรงมุมซ้ายสุดของโต๊ะไม้แกะสลัก ดวงตาเรียวชี้ขึ้นทั้งคู่เผยแววร้ายกาจอย่างไม่คิดปิดบัง
“เล่ามาสิ เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น?” ต้วนหงฉีเป็นฝ่ายเอ่ยก่อน นิ้วเคาะลงบนโต๊ะ สายตาคมกริบ
ฮั่วหมิงซานหัวเราะเบา ๆ แววตาอ่อนโยนที่เคยมองต้วนหานเยว่แปรเปลี่ยนไป น้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงแรงกดดันเต็มเปี่ยม
“ผมก็อยากถามลุงต้วนเหมือนกันว่าทำไมแค่ดื่มเหล้าที่ลุงยื่นให้แก้วเดียว ผมถึงตัวร้อนวูบวาบจนสติเลือนราง ลุงต้วนก็อายุมาก ผ่านโลกมามาก จะช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมครับว่าเรื่องนี้มันยังไง?”
ต้วนหงฉีหน้าขรึมลง “ผู้การฮั่วพูดแบบนี้ หมายความว่าพวกเราวางยาคุณหรือไง!”
ฮั่วหมิงซานหัวเราะหยัน “วางยาหรือเปล่า ลุงต้วนรู้แก่ใจดีอยู่แล้ว”
“อย่าคิดว่าผมกล่าวหาพวกคุณลอย ๆ เมื่อคืนยังมีเหลืออยู่บ้างในห้องผม เดี๋ยวผมจะไปแจ้งตำรวจ แล้วเอาเหล้าที่เหลือไปตรวจ ผลออกมาก็รู้กันชัดเจน”
กุหลาบไหวเอน ใบหน้าของต้วนหงฉีวูบไหวสลับมืดสว่าง เขามองฮั่วหมิงซานที่นั่งนิ่งสงบ แล้วจู่ ๆ ก็ถอนหายใจยาว
“อย่าไปแจ้งตำรวจเลย” เขายกมือถูหน้า สีหน้าดูละอายใจอยู่บ้าง
“เมื่อวานตอนคุณกลับมากับเฮ่อเซวียน ลูกสาวผมเห็นคุณแล้วก็แทบละสายตาไม่ได้ แอบบอกแม่ว่าชอบคุณ อยากอยู่กับคุณ ผมกับป้าของคุณเดิมทีตั้งใจจะคุยกับคุณก่อน ใครจะคิดว่าเด็กคนนี้ใจกล้าบ้าบิ่น แอบใส่ยาลงในเหล้าของคุณเอง”
“พอผมรู้ก็รีบห้ามเธออย่างเด็ดขาด แต่คุณก็รู้ เธอเป็นแก้วตาดวงใจที่พวกเราเลี้ยงมา พอร้องไห้อ้อนวอน ผมกับป้าของคุณก็ใจอ่อน”
“เฮ้อ” ต้วนหงฉีถอนหายใจ ทำท่าเหมือนเป็นพ่อที่ทุกข์ใจเพราะลูกสาว “พวกเราเลี้ยงหานเยว่ไม่ดีเอง เรื่องนี้ถ้าจะโทษ ก็โทษผมกับแม่ของเธอเถอะ”
เขาส่งสายตาให้เฉาอวิ้นอย่างแนบเนียน เฉาอวิ้นก็รีบพูดว่า “ใช่แล้วหมิงซาน ตั้งแต่หานเยว่เกิดมา อยากได้ดาวก็ได้ดาว อยากได้พระจันทร์ก็ได้พระจันทร์ เธอแค่ชอบคุณมากเกินไป แล้วช่วงนี้ก็ไม่มั่นคงทางใจเพราะเรื่องต่าง ๆ เลยหลงผิด ทำเรื่องแบบนั้นลงไป”
“เห็นแก่เฮ่อเซวียน คุณก็ให้อภัยเธอเถอะ”
สามีภรรยาร้องรับกันเป็นทอด ๆ ปั้นหน้าตัวเองให้กลายเป็นพ่อแม่ผู้เปี่ยมรักและห่วงใยลูกสาวอย่างเต็มที่
ต้วนหานเยว่โกรธจนเบิกตากว้าง
โยนความผิดก้อนโตมาให้เธอหน้าตาเฉยเลยนะ!
“พวกคุณคิดว่าฉันตายไปแล้วหรือไง!”
“ฉันเป็นผู้หญิงที่เพิ่งเรียนจบมาได้สองปี ยังไม่มีงานเป็นหลักเป็นแหล่งด้วยซ้ำ จะไปหายาเลว ๆ แบบนั้นมาจากไหน!”
“เห็น ๆ อยู่ว่าพวกคุณอยากไต่เต้า เลยทำเรื่องเลวร้ายจนไร้มนุษยธรรม วางยาฉันแล้วส่งไปให้คนอื่น ตอนนี้ยังกลับคำใส่ร้ายว่าฉันเป็นคนสั่งให้ทำอีก หน้าด้านจริง ๆ!”
หลังต้วนหานเยว่พูดรวดเดียวจบ หวังไฉ่หงมองคนนั้นทีคนนี้ที จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าคนเมืองนี่คิดซับซ้อนจริง ๆ
เธอคว้าแขนต้วนพ่านพ่านไว้ แล้วเยาะเย้ยสองสามีภรรยาต้วนหงฉีว่า “ฉันก็นึกว่าพวกคุณเป็นคนดีอะไรนักหนา ที่แท้รู้ว่าเด็กสลับตัวกันแล้วยังยอมเลี้ยงเด็กผู้หญิงเอาไว้ ก็เพื่อใช้เธอปูทางให้อนาคตตัวเองนี่เอง!”
คนเมืองก็ไม่ได้สูงส่งกว่าพวกคนชนบทสักเท่าไรนี่!
คำพูดกระทบกระเทียบของหวังไฉ่หงทำให้เฉาอวิ้นหน้าซีด ต้วนหงฉีกลัวว่าเธอจะโต้เถียง จึงตบมือเธอเบา ๆ ก่อนพูดกับต้วนหานเยว่ “หานเยว่ พ่อกับแม่ไม่เคยสอนให้ลูกโกหกนะ ลูกทำผิดเอง จะโยนความผิดให้พ่อกับแม่ได้ยังไง?”
ยานั่นเขาไปขอจากหัวหน้าสถานีเกษตร เป็นยาสำหรับผสมพันธุ์หมู ใช้เพียงนิดเดียวก็ทำให้คนหมดสติสัมปชัญญะได้
ต้วนหานเยว่ไม่มีทางหามาได้อยู่แล้ว
แต่เธอมีหลักฐานอะไรล่ะ? ต้วนหงฉีก้มตาลง ปิดบังแววตาเย็นชา
อุตส่าห์เลี้ยงดูมาตั้งหลายปี กลับควบคุมใจผู้ชายสักคนไว้ไม่ได้ ไม่เพียงเสียความบริสุทธิ์ไป ยังกล้าหันมาด่าพ่อแม่ที่รักเธอสุดหัวใจอีก
สมกับเป็นเด็กที่มีเลือดคนชนบทต่ำต้อยไหลเวียนอยู่ เลี้ยงอย่างไรก็ไม่เชื่อง
ต้วนหงฉีทำตัวเป็นพ่อผู้เปี่ยมเมตตา แต่ต้วนหานเยว่เห็นแล้วก็รู้สึกสะอิดสะเอียน
ต้วนหงฉีดูสุภาพสง่างาม ทว่าที่จริงเป็นหมาป่าในคราบแกะ ตั้งแต่ต้วนหานเยว่ยังเด็ก หน้าตาน่ารักราวกับตุ๊กตาปั้น เขาก็คิดวางแผนไว้แล้ว เลี้ยงเธอให้ผิวพรรณขาวนวล รอแค่เธอโตเป็นผู้ใหญ่ ก็จะหาครอบครัวมีอำนาจบารมีมาให้แต่งด้วย
ในสายตาของต้วนหงฉี ต่อให้เป็นคนแต่งงานมาแล้วครั้งหนึ่งหรือคนปัญญาอ่อน ขอแค่ช่วยปูทางในวงราชการให้เขาได้ ต้วนหานเยว่จะต้องทำอะไรก็เป็นเรื่องสมควร
ในนิยาย พอรู้ว่าต้วนหานเยว่ไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของตระกูลต้วน ต้วนหงฉีกับเฉาอวิ้นก็ปรึกษากัน เห็นว่าปล่อยให้สิ่งที่อุตส่าห์ทุ่มเทเลี้ยงดูมาหลายปีสูญเปล่าไม่ได้
ทั้งสองกลอกตาคิดแผนการขึ้นมาได้ จึงร่วมมือกันส่งต้วนหานเยว่ไปขึ้นเตียงฮั่วหมิงซาน แต่ไม่รู้ทำไมฮั่วหมิงซานยังมีสติอยู่ เขาฟาดสันมือจนต้วนหานเยว่หมดสติ ตั้งใจจะกระโดดหนีทางหน้าต่าง ทว่าหมดแรงเสียก่อน จึงล้มลงข้างหน้าต่าง
รุ่งเช้าวันต่อมา ทั้งคู่ผลักประตูเข้ามาจับชู้ ฮั่วหมิงซานก่อเรื่องจนบ้านตระกูลต้วนปั่นป่วนไปหมด ก่อนจะจากไปทันที
แผนการล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้น ฮั่วหมิงซานมีชาติตระกูลสูงส่ง ทั้งยังเป็นลูกชายคนสุดท้องของบ้าน พอตระกูลฮั่วรู้ว่าเขาถูกวางแผนเล่นงานจนเกือบเสียความบริสุทธิ์ ก็ลงมือแก้แค้นตระกูลต้วน เริ่มจากต้วนหงฉีถูกปลดจากตำแหน่ง ตามด้วยเฉาอวิ้นตกงาน สองสามีภรรยาตกงานอยู่บ้าน ต้องอาศัยเงินเบี้ยเลี้ยงของต้วนเฮ่อเซวียนคนเดียวเลี้ยงชีพ
ส่วนต้วนหานเยว่ล่ะ?
วันที่เรื่องแตก ต้วนหงฉีกับภรรยาก็ให้หวังไฉ่หงพาเธอกลับไปบนเขาแล้ว หลังจากนั้นจะเป็นตายร้ายดียังไง นิยายต้นฉบับก็ไม่ได้บอกไว้
เมื่อนึกถึงจุดจบของตัวเองในหนังสือ ต้วนหานเยว่ก็เริ่มหงุดหงิดขึ้นมาอีก เธอขมวดคิ้ว ก่อนพูดกับต้วนหงฉีกับเฉาอวิ้นว่า “ความจริงของเรื่องเมื่อคืนเป็นยังไง พวกคุณรู้แก่ใจดีอยู่แล้ว”
“พวกคุณเลี้ยงฉันมา แต่เรื่องเมื่อคืนก็ทำลายชีวิตฉันได้ทั้งชีวิต ฉันไม่อยากมานั่งเถียงกับพวกคุณให้มากความ เขียนหนังสือตัดขาดความสัมพันธ์ แล้วลงประกาศในหนังสือพิมพ์ว่าต่อจากนี้ฉันกับตระกูลต้วนไม่มีความเกี่ยวข้องกันอีก ต่างคนต่างไปตามทางของตัวเอง”
“หานเยว่ ลูกจะตัดขาดความสัมพันธ์กับพวกเราจริง ๆ เหรอ?”
เฉาอวิ้นน้ำตาคลอ หยดน้ำตาเม็ดโตไหลแหมะ ๆ ลงมา เธอดูแลตัวเองดี แม้อายุจะสี่สิบกว่าแล้ว แต่ผิวหน้ายังขาวเนียนละเอียด พอร้องไห้เช่นนี้จึงดูน่าสงสารอย่างยิ่ง
ต้วนหงฉีโอบเธอไว้ในอ้อมแขน ลูบหลังบอบบางเบา ๆ แล้วยืนอยู่บนจุดสูงส่งทางศีลธรรม กล่าวโทษต้วนหานเยว่
“หานเยว่ ลูกพูดทำร้ายจิตใจแม่แบบนี้ได้ยังไง?”
“ลูกลืมไปแล้วหรือ ตอนเด็ก ๆ ลูกป่วย แม่เฝ้าดูแลทั้งวันทั้งคืน ตอนลูกพูดครั้งแรก เดินครั้งแรก จับตะเกียบครั้งแรก ใส่เสื้อผ้าครั้งแรก พวกเราก็อยู่ข้างลูกมาตลอด”
ต้วนหงฉีพูดพร่ำถึงสิ่งที่ตัวเองเลี้ยงดูต้วนหานเยว่มาตลอดหลายปี ยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองขาดทุนมหาศาล
อุตส่าห์เลี้ยงดูเธอราวกับไข่ในหินมานานขนาดนี้ กลัวนิ้วมือของเธอจะหยาบกร้าน กลัวผิวหน้าจะหมองคล้ำ เขากับเฉาอวิ้นถึงกับไม่เคยปล่อยให้เธอเข้าครัว ก็แค่รอส่งเธอแต่งเข้าบ้านดี ๆ สักหลัง
ใครจะคิดว่าต้วนหานเยว่ไม่ใช่ลูกของเขาเอง!
ต้วนหานเยว่ทำเหมือนไม่ได้ยินคำพูดของต้วนหงฉี สีหน้าเฉยชา น้ำเสียงเย็นเยียบ “คำพูดพวกนี้เก็บไว้พูดกับลูกสาวแท้ ๆ ของคุณเถอะ ไม่ต้องห่วง เงินที่พวกคุณเลี้ยงฉันมาตลอดหลายปี ฉันจะคืนให้ครบทุกบาททุกสตางค์”
ต้วนหานเยว่ไม่เชื่อแม้แต่คำเดียวที่ต้วนหงฉีพูด
ถ้ารักเธอจริง จะวางยาแล้วส่งเธอให้คนอื่นได้ยังไง?
แต่เดิมเลี้ยงเธอไว้ก็เพื่อไต่เต้า ตอนนี้ไม่มีสายเลือดผูกพันกันแล้ว สองสามีภรรยาต้วนหงฉีขายเธอได้ครั้งหนึ่ง ก็ขายเธอได้อีกครั้ง
ครั้งนี้เป็นฮั่วหมิงซานที่ทั้งรูปร่างหน้าตาดี แล้วครั้งหน้าล่ะ?
ต้วนหานเยว่ไม่ยอมเอาความปลอดภัยของตัวเองไปเดิมพันกับมโนธรรมของสองสามีภรรยาต้วนหงฉีเด็ดขาด
พอพูดมาถึงขั้นนี้ สองสามีภรรยาต้วนหงฉีก็เถียงไม่ออก
หวังไฉ่หงไม่รู้ว่าเรื่องราวดำเนินมาถึงจุดนี้ได้ยังไง เธอมองเฉาอวิ้นที่กอดต้วนหงฉีร้องไห้ไม่หยุด แล้วมองต้วนหานเยว่ที่ลุกขึ้นเตรียมจะออกไป ก่อนรีบถามว่า “นี่! ยัยเด็กเวร จะไปไหนน่ะ? ไม่กลับบ้านกับฉันหรือไง?”
“กลับไปให้จับฉันถ่วงสุ่มหมูเหรอ?”
ต้วนหานเยว่ไม่ลืมคำด่าของหวังไฉ่หงเมื่อครู่ คำพูดแสบสันบาดหูแบบนั้น ถ้าเป็นชาติก่อน เธอคงให้บอดี้การ์ดลากอีกฝ่ายออกไปซ้อมจนน่วมแล้ว
แต่ตอนนี้เธอไม่เหลืออะไรเลย ทำได้แค่เหน็บหวังไฉ่หงกลับไปหนึ่งประโยค ก่อนเดินออกจากบ้านตระกูลต้วนโดยไม่หันกลับมา
เฉาอวิ้นคิดจะตามไป แต่ต้วนหงฉีกดเธอให้นั่งลง
ภายใต้แว่นกรอบทอง แววตาของต้วนหงฉีเย็นชาไร้ไออุ่น
เด็กไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำคนนี้ พอออกไปข้างนอกแล้วเจออุปสรรค ก็จะเข้าใจเองว่ามีแต่พ่อแม่เท่านั้นที่รักเธอจากใจจริง
ไม่ว่าพ่อแม่จะทำอะไร ก็ล้วนทำเพื่อลูกทั้งนั้น
เมื่อต้วนหานเยว่จากไป ฮั่วหมิงซานซึ่งนั่งดูละครฉากหนึ่งอยู่ก็ลุกขึ้นเช่นกัน เขาพูดเสียงทุ้มว่า “เห็นแก่เฮ่อเซวียน วันนี้ผมจะไม่เอาเรื่อง แต่ผมมีเงื่อนไขข้อหนึ่ง”
“เงื่อนไขอะไร?”
