หญิงสาวในตอนนี้ไม่มีท่าทีหยิ่งผยองเหมือนตอนอยู่ต่อหน้าสองสามีภรรยาต้วนหงฉีแล้ว ทั้งตัวดูเกียจคร้านเอื่อยเฉื่อย มีเพียงตอนพูดถึงเงินเท่านั้นที่ดวงตาคู่นั้นจะเป็นประกายขึ้นมานิดหน่อย
“ผมไม่ได้อยากรับผิดชอบคุณอย่างเดียว แต่ผมชอบคุณด้วย”
ฮั่วหมิงซานเอ่ยด้วยริมฝีปากบาง พลางสังเกตสีหน้าของต้วนหานเยว่
เขาเห็นสีหน้าอ่อนล้าของหญิงสาวเปลี่ยนไปหลายครั้ง ดวงตาดำขลับชุ่มฉ่ำคู่นั้นก็เต็มไปด้วยความตกตะลึงและประหลาดใจ
“พื้นฐานครอบครัวของผมก็ใช้ได้ คุณสมบัติส่วนตัวก็ดี หน้าตาก็พอดูได้ ผมมีเงินเยอะ ถ้าคุณอยู่กับผม ผมให้คุณได้ทั้งหมด”
พอพูดจบ ศีรษะฟูฟ่องของหญิงสาวก็ส่ายอีกครั้ง เธอเงยใบหน้าขาวผ่องขึ้น น้ำเสียงแฝงความไม่เข้าใจ “ทำไมคุณถึงชอบฉันล่ะ?”
เธอยกนิ้วเรียวสีชมพูขึ้นสองนิ้ว พูดอย่างจริงจังว่า “เราเพิ่งเจอกันแค่สองครั้งเองนะ!”
“ใช่ แต่ผมแน่ใจว่าผมชอบคุณ”
ฮั่วหมิงซานจำต้องยอมรับว่าเขาก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ก่อนหน้านี้ไม่ได้คิดจะคบใคร เพียงแต่ยังไม่เจอคนที่เหมาะสม
ตอนนี้เมื่อมองต้วนหานเยว่ ใบหน้าเล็ก ๆ ดวงตากลมโต ริมฝีปากแดงระเรื่อ ทุกอย่างดูราวกับเกิดมาเพื่ออยู่ในใจเขา
ต้วนหานเยว่ปรือตาขึ้นอย่างเกียจคร้าน แต่คำพูดของเธอกลับทำให้ฮั่วหมิงซานใจเย็นวาบ
“แต่ฉันไม่ได้ชอบคุณนี่” เธอดูหนักใจจนใบหน้าบิดเบี้ยว “อีกอย่างคุณเป็นทหาร การหย่ากันหลังแต่งกับทหารมันยากมาก ถ้าต่อไปคุณทำไม่ดีกับฉัน ฉันคงไม่มีที่ให้ร้องไห้ด้วยซ้ำ”
ฮั่วหมิงซานไม่พูดอะไรต่อ เพราะคำสาบานเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้ เขาเองก็ไม่มีทางทำให้ต้วนหานเยว่เชื่อได้
อุตส่าห์เป็นฝ่ายเริ่มแค่ครั้งเดียวกลับถูกปฏิเสธ ฮั่วหมิงซานจึงรู้สึกท้อแท้ ผ่านไปพักใหญ่ก็ยังไม่พูดอะไร
ในร้านอาหารรัฐวิสาหกิจมีผู้คนพลุกพล่าน เสียงพูดคุยดังต่อเนื่อง ต้วนหานเยว่รออยู่นานก็ยังไม่ได้ยินฮั่วหมิงซานพูดอะไรต่อ
จังหวะนั้นพนักงานเรียกหมายเลขที่ช่องรับอาหารพอดี เธอจึงเลื่อนเก้าอี้ลุกขึ้น หยิบป้ายไม้ของตัวเองเดินไป
ต้วนหานเยว่าสั่งบะหมี่หยางชุนหนึ่งชามกับหมูผัดพริกหยวกหนึ่งจาน
ร้านอาหารในยุคนี้ให้เครื่องแน่น บะหมี่หยางชุนชามใหญ่เต็มเปี่ยม ด้านบนมีไข่ดาวสีเหลืองทองวางอยู่ โรยต้นหอมสีเขียวสดบนผิวน้ำซุปสีเหลือง เห็นแล้วชวนให้น้ำลายสอ
เธอยกอาหารกลับมา แล้วพบว่าฮั่วหมิงซานยังนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม “คุณจะกินด้วยไหม? ฉันไม่มีเงิน สั่งอาหารให้คุณไม่ได้หรอก”
ตอนนี้เธอจนกรอบจนแทบไม่มีเงินติดตัว จะเลี้ยงคนสำคัญตรงหน้าไม่ไหวหรอก
แสงแดดอุ่นละมุนลอดผ่านกรอบหน้าต่างเข้ามาเป็นแนวเฉียง เกิดเป็นแสงเงาสลับกัน
ฮั่วหมิงซานตัวสูง สายตาดี จึงมองเห็นรอยแดงคลุมเครือใต้ลำคอขาวผ่องของหญิงสาวได้อย่างชัดเจน
ลูกกระเดือกเคลื่อนอยู่ใต้ผิวเนื้อบาง ฮั่วหมิงซานส่ายหน้า เสียงแหบเล็กน้อย “ผมไม่กิน”
ไม่กินก็ดี
อาหารของเธอปลอดภัยแล้ว
ต้วนหานเยว่ยิ้มจนดวงตาโค้ง ดวงตาสุกใสคู่นั้นราวกับมีทางช้างเผือกพร่างพรายอยู่ข้างใน
ความรู้สึกที่ยังไม่จางหายของฮั่วหมิงซานพลันผุดขึ้นมาอีก เขายังไม่ยอมแพ้ เอ่ยต่อว่า
“ถ้าคุณเปลี่ยนใจ ยอมแต่งกับผมเมื่อไหร่ ก็ให้พี่ชายคุณมาหาผมได้ทุกเมื่อ คำพูดของผมยังเหมือนเดิม”
“ได้ ถ้าจำเป็นฉันจะไปให้คุณรับผิดชอบเอง”
ต้วนหานเยว่ตอบตกลงทันทีโดยไม่เงยหน้า จึงพลาดสีหน้าลึกล้ำมืดมนของชายหนุ่มไป
เมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้น ชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามดูเหมือนจะโล่งใจ เขาล้วงกระเป๋าสตางค์หนังสีดำออกมาจากตัว นิ้วเรียวยาวที่เห็นข้อนิ้วชัดเจนพลิกค้นหาอะไรบางอย่างอยู่ข้างใน
ต้วนหานเยว่ตาไว เห็นปึกธนบัตรใบใหญ่แน่นเอี้ยดอยู่ข้างในทันที
ชิ
คนรวยนี่มันน่าหมั่นไส้จริง ๆ
ต้วนหานเยว่รู้สึกไม่เป็นธรรม ลูบกระเป๋าตัวเองที่ว่างเปล่า แล้วนึกถึงเลขศูนย์นับไม่ถ้วนในบัญชีธนาคารสมัยปัจจุบัน ก่อนจะอ้าปากกัดเส้นบะหมี่เข้าไปอย่างขุ่นเคือง
“คุณออกจากบ้านกะทันหัน คงไม่ได้เอาอะไรติดตัวมาเลย เอาเงินนี่ไปใช้ฉุกเฉินก่อน” นิ้วหนึ่งที่มีหนังด้านเล็กน้อยกดธนบัตรสีสันสดใสให้เลื่อนมาตรงหน้า
เสียงทุ้มต่ำไพเราะของชายหนุ่มดังขึ้น ดวงตาของต้วนหานเยว่พลันสว่างวาบ ขนตาหนาเป็นแพงอนกระพริบพรึบพรับ ดวงตาดำขลับใสกระจ่างราวกับเพิ่งผ่านการชำระล้าง
เธอรับธนบัตรมาอย่างรวดเร็ว แล้วยัดใส่กระเป๋า น้ำเสียงหวานฉ่ำราวกับเคลือบน้ำผึ้ง “ในเมื่อคุณตั้งใจให้ฉันจริง ๆ งั้นฉันขอรับไว้ก่อนนะ”
ตอนพูด เธอเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ทั้งที่รับผลประโยชน์จากคนอื่น แต่กลับทำท่าราวกับคุณหนูสูงศักดิ์กำลังเมตตาบริจาคให้คนยากไร้
พอพูดจบ ต้วนหานเยว่เหมือนจะรู้สึกว่าตัวเองเสียมารยาทเกินไป จึงเสริมอีกประโยคว่า “คุณเป็นคนดีจริง ๆ ชาติหน้าฉันจะตอบแทนคุณนะ”
ชาติหน้าเหรอ?
คิ้วเข้มของฮั่วหมิงซานขยับเล็กน้อย เขายกมือขึ้นนวดขมับ แล้วเอ่ยเรียบ ๆ ว่า “ได้”
พอชายร่างสูงเดินจากไป ตรงหน้าก็พลันว่างเปล่า ต้วนหานเยว่กินไปพลางคิดถึงเจตนาของฮั่วหมิงซานไปพลาง
ในนิยาย ฮั่วหมิงซานมีชื่อเสียงว่าเป็นคนไม่เห็นอกเห็นใจใครในกองทัพ เขาเหมือนเครื่องจักรฝึกทหารเย็นชา พูดน้อย วางใจให้กับกองทัพทั้งหมด แม้แต่บ้านก็แทบไม่กลับ
ต้วนเฮ่อเซวียน พี่ชายของเจ้าของร่างเดิม ทำงานร่วมกับเขามากว่าสามปี กว่าจะค่อย ๆ กลายมาเป็นเพื่อนกัน
ครั้งนี้ทั้งคู่กลับมาโดยอ้างว่าต้วนเฮ่อเซวียนกลับมาเยี่ยมญาติ แต่ความจริงกำลังปฏิบัติภารกิจลับ
เมื่อคืนต้วนเฮ่อเซวียนออกไปเฝ้าดูและสำรวจพื้นที่ เห็นว่าพักที่บ้านสะดวกกว่าไปบ้านพักรับรอง จึงให้ฮั่วหมิงซานไปนอนที่บ้านตัวเองหนึ่งคืน
ใครจะรู้ว่าเพราะเขาคิดจะเอาความสะดวก จะเปิดโอกาสให้สองสามีภรรยาต้วนหงฉีที่อยากเลื่อนตำแหน่งได้ลงมือ
สองสามีภรรยาวางยาให้ฮั่วหมิงซาน แล้วมอมเหล้าเจ้าของร่างเดิม ก่อนจะจับทั้งคู่ให้นอนเตียงเดียวกัน ตั้งใจใช้ความบริสุทธิ์และชื่อเสียงของเจ้าของร่างเดิมมาบีบบังคับฮั่วหมิงซาน
ในนิยาย สองสามีภรรยาทำสำเร็จทุกอย่าง ยกเว้นเรื่องบีบบังคับฮั่วหมิงซาน
แต่ความจริงคือเจ้าของร่างเดิมไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงหายไป คนที่นอนอยู่บนเตียงเดียวกับฮั่วหมิงซานกลับกลายเป็นเธอ ผู้โชคร้ายที่มาจากศตวรรษที่ 21 แถมยังงุนงงจนเผลอมีสัมพันธ์กับฮั่วหมิงซานทั้งคืน
ทั้งที่ในนิยาย ฮั่วหมิงซานกับเจ้าของร่างเดิมแค่นอนเตียงเดียวกันตลอดคืนเท่านั้น
ต้วนหานเยว่กัดฟันด้วยความขุ่นเคือง สาปแช่งต้วนหงฉีกับเฉาอวิ้นในใจไปยกใหญ่
อย่างน้อยเจ้าของร่างเดิมก็เป็นเด็กที่ทั้งคู่เลี้ยงดูมากับมือ ทำไมถึงใจร้ายใจดำถอดเสื้อผ้าเธอแล้วส่งขึ้นเตียงผู้ชายได้ลงคอ?
พอนึกถึงสองคนนั้น ต้วนหานเยว่ก็หมดความอยากอาหาร เธอเขี่ยบะหมี่เข้าปากส่ง ๆ อีกสองสามคำ ก่อนจะออกจากร้านอาหารรัฐวิสาหกิจ
ข้างนอกแดดกำลังดี แสงอาทิตย์แผ่ความอุ่นไปทั่วพื้นดิน สายลมพัดเอื่อย ๆ หอบกลิ่นดอกไม้หอมเข้มข้นลอยมา
“กลิ่นดอกไม้เหรอ?”
ฮั่วหมิงซานขมวดคิ้ว จับจ้องชายหนุ่มตรงหน้าอย่างลึกซึ้ง
เมื่อคืนต้วนเฮ่อเซวียนเฝ้าผู้ต้องสงสัยมาทั้งคืน ตอนนี้ใต้ตาคล้ำ ดวงตาดำมีเส้นเลือดฝอยแดงจาง ๆ ริมฝีปากก็ซีดเล็กน้อย
แต่เขายังดูมีชีวิตชีวา นั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตามสบาย แล้วรินน้ำให้ตัวเองหนึ่งแก้ว
“ใช่ กลิ่นลอยออกมาจากห้องนั้น”
“กลิ่นดอกไม้นั่นน่าจะทำให้คนหลับได้”
ฮั่วหมิงซานเคาะโต๊ะ แนวกรามคมเกร็งแน่น ริมฝีปากบางเม้มเป็นเส้นตรง
ต้วนเฮ่อเซวียนกลับเอนพิงพนักเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน ราวกับวางภาระลงแล้ว “ช่างมันเถอะ เฝ้ามาตั้งนาน พอรู้ตำแหน่งคร่าว ๆ แล้ว ตอนนี้ร่วมมือกับตำรวจจับพวกมันเลยไม่ดีกว่าเหรอ?”
“รออีกหน่อย ยังไม่ถึงเวลา”
ฮั่วหมิงซานไม่เห็นด้วย คนกลุ่มนี้เจ้าเล่ห์มาก พวกเขาก่อคดีแล้วเร่ร่อนไปทั่วมานาน มีประสบการณ์โชกโชน ถ้าแหวกหญ้าให้งูตื่น อาจไม่มีโอกาสหาตัวพวกเขาเจออีก
ยิ่งไปกว่านั้น แม้เขากับต้วนเฮ่อเซวียนจะซุ่มเฝ้ามาหนึ่งสัปดาห์แล้ว แต่คนที่เป็นหัวหน้ากลับแทบไม่เคยปรากฏตัว คนที่ออกมาเคลื่อนไหวข้างนอกมีแต่ลูกน้อง
“ก็ได้ ไม่พูดถึงพวกนั้นแล้ว มาคุยเรื่องนายดีกว่า”
ต้วนเฮ่อเซวียนยืดตัวขึ้นเล็กน้อย จ้องใบหน้าเคร่งขรึมของฮั่วหมิงซาน “ไม่ได้ให้นายไปพักที่บ้านฉันเหรอ? ทำไมฉันกลับไปแล้วไม่เจอนายล่ะ?”
ไม่ใช่แค่ไม่เจอ พอถามพ่อแม่ ทั้งสองกลับมีสีหน้ากระอักกระอ่วน ผ่านไปตั้งนานก็ยังพูดอะไรไม่ออก
“อีกเรื่อง เยว่เยว่ แม่ฉันบอกว่ารับความจริงที่ว่าตัวเองไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ไม่ได้ ตั้งแต่เมื่อวานก็หนีหายไปไหนไม่รู้” ต้วนเฮ่อเซวียนถอนหายใจ “เยว่เยว่ถูกตามใจมาตั้งแต่เด็ก เจอเรื่องใหญ่ขนาดนี้ คงรู้สึกเหมือนฟ้าถล่มลงมาแน่”
ไม่ต้องพูดถึงคนที่อยู่ในเหตุการณ์เลย แม้แต่ต้วนเฮ่อเซวียนเองก็ยังจินตนาการไม่ออกว่าน้องสาวที่เขารักและเลี้ยงดูมาจนโตจะไม่ใช่สายเลือดเดียวกัน
เรื่องสลับตัวเด็กที่เหมือนหลุดมาจากละคร กลับเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขาจริง ๆ
ชายหนุ่มตรงหน้ามีใบหน้าหล่อสะอาดตา แววตาสว่างใสและเที่ยงตรง ฮั่วหมิงซานจ้องเขาอยู่หลายวินาที ก่อนจะเอ่ยขึ้นกะทันหันว่า “น้องสาวนายไม่ได้หนีออกไปเพราะรู้ว่าตัวเองไม่ใช่ลูกแท้ ๆ หรอก”
“พ่อแม่นายวางยาใส่ฉัน ทำให้เธอสลบ แล้วส่งเธอมาที่เตียงฉัน”
“ฉันตั้งใจจะแต่งงานกับเธอ แต่เธอไม่ยอม”
ต้วนหานเยว่หาที่พักในบ้านพักรับรองได้แล้ว เมื่อคืนแทบไม่ได้นอนทั้งคืน ตอนนี้เธอต้องรีบพักฟื้น
พอเปิดประตูเข้าไป เธอก็ล้างหน้าล้างตาอย่างง่าย ๆ แล้วทิ้งตัวลงนอนทันที
พอลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงอาทิตย์ก็คล้อยต่ำไปทางตะวันตกแล้ว เมฆสีแดงเพลิงแผ่กว้างบนขอบฟ้า งดงามราวกับภาพวาดสีสันสดใส
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ต้วนหานเยว่เปิดประตูออกไป ก็เห็นผู้ชายสองคนยืนอยู่ข้างนอก
คนหนึ่งไหล่กว้างขายาว ใบหน้าเคร่งขรึมแข็งกระด้าง อีกคนมีใบหน้าหล่อสะอาดตา อุปนิสัยอ่อนโยน
“เยว่เยว่!”
ทันทีที่ประตูเปิด ชายหนุ่มใบหน้าหล่อสะอาดตาก็ร้องเรียก เขาดูกระวนกระวาย มือจับแขนต้วนหานเยว่ พลิกดูทั้งบนทั้งล่าง
คิ้วเรียวของต้วนหานเยว่ขมวดเข้าหากัน แววตาฉายความงุนงงวูบหนึ่ง
จากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม เธอจำได้ว่าชายคนนี้เป็นใคร
ต้วนเฮ่อเซวียน
พี่ชายของเจ้าของร่างเดิม
พี่น้องที่มีพ่อคนละคนและแม่คนละคนได้พบกัน ต้วนหานเยว่จึงไม่รู้ชั่วขณะว่าควรพูดอะไร
จากความทรงจำเห็นได้ว่าต้วนเฮ่อเซวียนรักและตามใจน้องสาวคนนี้มาก
คอยกล่อมให้เธอกินข้าวและนอนผูกผมเปียเล็ก ๆ เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ ส่งไปโรงเรียน คอยดูเธอทำการบ้าน ต่อมาเมื่อเข้ากองทัพ ทุกเดือนที่ส่งจดหมายกลับบ้าน ก็ยังแนบของขวัญที่ซื้อให้เจ้าของร่างเดิมมาด้วย
ยืนขวางประตูอยู่แบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่อง ต้วนหานเยว่จึงขยับตัวหลบ เปิดทางให้ทั้งสองคน “เข้ามาคุยกันข้างในเถอะ”
