“ไม่ได้หูหนวก”
ภายใต้สายตาขุ่นเคืองของวังเฟิน จูเสวี่ยชิงที่จมอยู่ในโลกของตัวเองก็ยอมปรายตามองอีกฝ่ายเสียที
แต่น้ำเสียงยังคงเย็นชาไม่ใส่ใจ ไม่เพียงไม่ช่วยคลายความไม่พอใจของวังเฟิน กลับยิ่งทำให้ความขุ่นข้องในอกของเธอปะทุขึ้น
“ถ้าไม่ได้หูหนวกแล้วฉันเรียกทำไมไม่ขาน? มีปากไว้กินอย่างเดียวหรือไง?”
“ก็คุณไม่ชอบที่ฉันพูดจาไม่เข้าหู บอกให้ฉันพูดให้น้อยลงไม่ใช่เหรอ” จูเสวี่ยชิงไม่สนใจสีหน้าเย็นชาของเธอ
วางชามกับตะเกียบลง ตบมือเบา ๆ แล้วลุกขึ้น “ฉันกินอิ่มแล้ว กลับก่อนนะ”
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
เสียงสองเสียงดังขึ้นพร้อมกัน เสียงหนึ่งเป็นของจูเป่าโส่ว อีกเสียงเป็นของวังเฟิน
จูเป่าโส่วพูดว่า “ไปขอโทษสหายต้วนซะ ไม่อย่างนั้นถ้าวันนี้แกก้าวออกจากประตูไป ฉันจะไม่นับแกเป็นลูกสาวอีก”
วังเฟินพูดว่า “จูเสวี่ยชิง! ปีนี้แกอายุ 23 แล้ว ไม่ใช่ 13 ยิ่งไม่ใช่ 3 ขวบ! ฉันกับพ่อแกเป็นห่วงแกจนแทบหมดแรง ทำไมแกไม่หัดเอาอย่างน้องบ้าง จะได้ให้ฉันกับพ่อแกเบาใจสักหน่อย!”
“แม่ใจเย็น ๆ ก่อนค่ะ พี่ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้แม่โมโหหรอก” ติงกู้อวิ๋นรีบเอ่ย พลางตบหลังวังเฟินเบา ๆ เพื่อปลอบโยน
“พี่ทำผิดก็ต้องขอโทษนะคะ จะให้พ่อกับแม่ออกหน้าช่วยทุกครั้งไม่ได้หรอกค่ะ”
ติงกู้อวิ๋นมองมาอย่างตำหนิ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่เห็นด้วย
“ในเมื่อเธอชอบพวกเขาสองคนมากนัก ก็เป็นลูกสาวให้พวกเขาต่อไปเถอะ” จูเสวี่ยชิงจ้องครอบครัวสามคนที่ดูรักใคร่กลมเกลียวกันด้วยดวงตาดำมืด ก่อนกล่าวประชด “ยังไงพวกคุณก็ไม่ชอบฉันอยู่แล้ว ต่อไปก็ทำเหมือนไม่มีลูกสาวคนนี้ไปเลยสิ”
