ฮั่วหมิงซานอธิบายถึงผลดีผลเสียของเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา ต้วนหานเยว่ตบมือเขาเบา ๆ “ไม่ต้องพูดแล้ว ฉันรู้ว่าคุณหวังดีกับฉัน”
“เชื่อใจผมขนาดนั้นเลยเหรอ?” ฮั่วหมิงซานเลิกคิ้ว “ไม่กลัวผมเอาคุณไปขายหรือไง?”
ต้วนหานเยว่ค้อนเขา “ซื้อขายคนผิดกฎหมายนะ อีกอย่าง ถ้าคุณทำเรื่องไม่ดีกับฉัน พี่ชายฉันต้องไม่ยอมเป็นคนแรกแน่”
“ก็จริง” มุมปากฮั่วหมิงซานยกขึ้น เสียงหัวเราะเบา ๆ หลุดออกจากลำคอ
ทั้งคู่เดินคุยกันไปเรื่อย ๆ พอใกล้ถึงบ้าน ต้วนหานเยว่ก็มองเห็นเงาคนยืนอยู่หน้าประตูแต่ไกล
“นั่นใครน่ะ? ดึกดื่นป่านนี้มายืนหน้าบ้านเรา”
“ดูเหมือนจูเสวี่ยชิง” สายตาของฮั่วหมิงซานที่ผ่านการฝึกฝนมาดีกว่าต้วนหานเยว่ไม่น้อย
“จูเสวี่ยชิงไม่ใช่กลับไปตั้งนานแล้วเหรอ?” ต้วนหานเยว่สงสัย
เมื่อทั้งคู่เดินเข้าไปใกล้ขึ้น เงาร่างผอมบางชวนหดหู่ใต้แสงจันทร์ก็เห็นพวกเธอเช่นกัน
“ผู้บังคับการกรมฮั่ว สหายต้วน”
ต้วนหานเยว่เอ่ยถาม “คุณมาทำอะไร?”
“ฉันอยากคุยกับคุณตามลำพัง” จูเสวี่ยชิงไม่มองฮั่วหมิงซาน สายตาจับจ้องต้วนหานเยว่เขม็ง
“เข้าไปคุยในบ้านเถอะ ข้างนอกหนาวจะตาย” ต้วนหานเยว่ไม่ใช่คนที่จะยอมลำบากตัวเอง พอเปิดประตูก็เดินเข้าไปก่อน
จูเสวี่ยชิงที่ยังยืนอยู่ที่เดิมเม้มปาก ก่อนก้าวตามเข้าไป
ผู้หญิงสองคนจะคุยกัน ฮั่วหมิงซานจึงไม่สะดวกอยู่ด้วย เขาอ้างว่าจะไปต้มน้ำแล้วเดินเข้าครัว
ต้วนหานเยว่เปิดไฟแล้วนั่งลงข้างโต๊ะ พลางเรียกจูเสวี่ยชิง “นั่งคุยกันก่อนสิ”
“ไม่ล่ะ ที่ฉันมาวันนี้หลัก ๆ ก็เพื่อมาขอโทษคุณต่อหน้าอีกครั้ง”
