เมื่อเทียบกับต้วนหานเยว่ที่ไม่มีบาดแผลแม้แต่น้อย ตอนนี้หลิ่วปากกว้างกลับผมเผ้ายุ่งเหยิงราวกับรังนก บนใบหน้ามีรอยฝ่ามือสองข้างประทับอยู่ ส่วนแขนกับลำคอก็เต็มไปด้วยรอยเล็บข่วน
ชื่อเสียงของเธอในเขตบ้านพักครอบครัวทหารไม่ค่อยดีนัก บาดแผลพวกนี้มีใครอาศัยจังหวะชุลมุนเข้าไปข่วนเธอสักสองทีด้วยหรือไม่ ก็ไม่มีทางรู้ได้
ต้วนหานเยว่ไม่สนใจคำพูดเหน็บแนมของอีกฝ่าย เธอมองป้าหม่าแล้วพูดย้ำอีกครั้งว่า “คอเสื้อของเธอรัดแน่นเกินไป ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้ เธอจะหายใจไม่ออกนะคะ”
นี่เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ถ้าป้าหม่ายังไม่ฟัง เธอก็จะถือเสียว่าไม่เห็นอะไรทั้งนั้น
โชคดีที่ความเป็นห่วงของป้าหม่าที่มีต่อหยาๆ มีมากกว่า เธอคิดเพียงว่าลองรักษาม้าตายเหมือนม้าเป็นดู เผื่อจะได้ผล จึงยกมือปลดกระดุมคอเสื้อของหยาๆ ออกสองเม็ด
เพราะหยาๆ เกิดอาการป่วยขึ้นกะทันหัน การตะลุมบอนจึงหยุดลง ตอนเถี่ยตั้นพาเซี่ยหมิ่นมาถึง ก็เห็นเพียงคนที่นั่งบ้างยืนบ้าง
เซี่ยหมิ่นเดินวนสำรวจต้วนหานเยว่ก่อน พอเห็นว่าเธอไม่บาดเจ็บ จึงขมวดคิ้วถามว่า “เกิดอะไรขึ้น?”
คนที่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านรีบเข้ามาเล่าเสริมเติมแต่งเสียยกใหญ่ โดยเน้นเรื่องที่หลิ่วปากกว้างนินทาคนลับหลัง
คนพูดชื่อสือเสี่ยว เธอไม่ได้ช่วยเข้าข้างต้วนหานเยว่หรอก แต่เพราะครั้งหนึ่งสามีของเธอไม่อยู่บ้าน ท่อน้ำที่บ้านก็แตกพอดี ส่วนผู้ชายบ้านข้าง ๆ อยู่บ้าน เธอจึงขอให้เขามาช่วยซ่อมท่อน้ำให้หน่อย
ทั้งคู่ต่างก็แต่งงานแล้ว จึงไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น แถมประตูรั้วบ้านยังเปิดอ้าไว้เสียด้วยซ้ำ
