หลิ่วปากกว้างหันกลับไปอย่างแข็งทื่อ
ด้านหลัง คนที่เธอนินทากำลังกอดอก มองเธอด้วยสายตาเย็นชา
ถูกจับได้คาหนังคาเขาว่ากำลังนินทาคนอื่นลับหลัง ต่อให้หน้าหนาอย่างหลิ่วปากกว้างก็ยังรู้สึกกระดากอายอยู่บ้าง
เธอลูบจมูกแก้เก้อ “ฉันก็แค่พูดไปอย่างนั้นเอง อีกอย่าง ที่ฉันพูดก็เป็นเรื่องจริงทั้งนั้น บ้านไหนเขาใช้น้ำส้มสายชูซักผ้ากันล่ะ?”
เพื่อหาคนเห็นด้วย เธอกวาดตามองคนอื่น ๆ “ไม่เชื่อก็ถามคนอื่นดูสิ ใครเคยได้ยินบ้าง?”
คนอื่น ๆ จะกล้าพูดอะไรได้ล่ะ?
ไม่ต้องพูดถึงสามีของผู้หญิงสองคนนี้ที่คนหนึ่งเป็นผู้บังคับการกรม อีกคนเป็นผู้บังคับกองพัน แค่ตัวพวกเธอเอง ต้วนหานเยว่ก็เป็นคนที่ไม่มีใครรู้ว่าจะทำอะไรขึ้นมา ส่วนหลิ่วปากกว้างก็ทั้งหยาบคายทั้งวางอำนาจ ต่อให้ไม่มีเหตุผลก็ยังหาเรื่องจนได้
หากเข้าไปยุ่งเรื่องนี้ ก็เท่ากับใช้ชีวิตสุขสบายจนเบื่อแล้ว
ดังนั้น คนที่ถูกหลิ่วปากกว้างกวาดตามอง บ้างก็อ้างว่าที่บ้านมีธุระแล้วรีบหนีไป บ้างก็ยังก้มหน้าเงียบเพราะอยากดูเรื่องสนุก
บรรยากาศชะงักงันไปชั่วขณะ หลิ่วปากกว้างหันกลับไปก็พบว่าต้วนหานเยว่ยังคงจ้องเธอด้วยสายตาชวนขนลุก
ดวงตาของต้วนหานเยว่กลมโต ดำขาวแยกชัด ยิ่งอยู่บนใบหน้าขาวผ่อง เวลามองใครก็ชวนให้นึกถึงผีจนรู้สึกเย็นวาบ
หลิ่วปากกว้างรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ เธอลูบแขนแล้วข่มขู่เสียงแข็งกลบเกลื่อนความกลัว “มองฉันทำไม?”
“ฉันมองว่าเธอโง่เขลา ไม่รู้อะไรเลย” ต้วนหานเยว่เหลือบมองเธอ สีหน้าเรียบเฉย “เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีคน เอาความรู้ตื้นเขินของตัวเองไปตัดสินคนอื่น แบบนี้ไม่เรียกว่าโง่แล้วจะเรียกว่าอะไร?”
