หลินเสี่ยวเสี่ยวเรียกเสียงดังไม่น้อย แต่ห้างสรรพสินค้าเป็นสถานที่ที่คึกคักที่สุดในอำเภอ
เสียงผู้คนกับเสียงรถกลบเสียงของหลินเสี่ยวเสี่ยวจนหมด
“พ่อหลิน” ดูเหมือนกำลังรีบไปทำอะไรสักอย่าง เขาปั่นจักรยานจากไปอย่างรวดเร็ว ไม่ได้ยินที่หลินเสี่ยวเสี่ยวเรียกให้หยุด
ลู่เย่คอยระวังไม่ให้หลินเสี่ยวเสี่ยวถูกคนชนหรือเบียดอยู่ตลอด พอได้ยินเธอเรียก เขาจึงมองตามสายตาของเธอไป เห็นเพียงแผ่นหลังของใครคนหนึ่ง
ดูคล้ายพ่อหลินอยู่บ้าง แต่ก็มีบางอย่างที่ไม่เหมือน
พ่อหลินทำงานใช้แรงมาตลอดหลายปี จนหลังค่อมลงเล็กน้อย
แต่แผ่นหลังคนนั้นกลับตั้งตรง แถมยังดูคล้ายทหารอยู่หน่อย ๆ
ลู่เย่เห็นอีกฝ่ายหายลับไปอย่างรวดเร็ว ต่อให้ไล่ตามก็คงไม่ทัน จึงถามหลินเสี่ยวเสี่ยวว่า
“เสี่ยวเสี่ยว แน่ใจหรือว่าเป็นพ่อตา? เห็นหน้าเขาชัดไหม?”
หลินเสี่ยวเสี่ยวขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอเห็นเพียงด้านข้าง ไม่ได้เห็นหน้าตรง ๆ
พอใจเย็นลง หลินเสี่ยวเสี่ยวถึงนึกได้ว่าทั้งสองมีอะไรแตกต่างกัน เธอจึงส่ายหน้า
“ไม่เห็นหรอก ฉันคงมองผิดไปเอง พ่อฉันขนาดจักรยานยังปั่นไม่เป็นเลย”
ประเทศจีนมีคนมากมาย คนที่มีใบหน้าด้านข้างกับรูปร่างคล้ายกันย่อมมีอยู่เป็นธรรมดา หลินเสี่ยวเสี่ยวไม่ได้คิดติดใจอีกว่าเขาเป็นใคร แล้วหันไปบอกลู่เย่
“ช่างเถอะ คงจำคนผิดนั่นแหละ ไปห้างกัน ฉันอยากซื้อหม้อเหล็กให้ที่บ้านสักใบ”
ลู่เย่เองก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องเล็กน้อยนี้นัก เขาพยักหน้าแล้วเดินเข้าห้างสรรพสินค้าไปพร้อมกับหลินเสี่ยวเสี่ยว
ครอบครัวหลินได้รับคูปองซื้อสินค้าอุตสาหกรรมตอนแบ่งบ้านกัน หลินเสี่ยวเสี่ยวเองก็มีเงิน
หม้อเหล็กเป็นของที่ครอบครัวหลินต้องใช้ หลินเสี่ยวเสี่ยวยืนกรานไม่ยอมให้ลู่เย่ซึ่งเป็นว่าที่ลูกเขยออกเงิน
ลู่เย่ไม่ได้ดึงดันอะไร หลังจากหลินเสี่ยวเสี่ยวซื้อหม้อเสร็จ เขาก็พาเธอไปยังแผงขายนาฬิกาข้อมือ
