เจิ้งฉ่วยปิดแฟ้มประวัติคนไข้แล้วหันไปเตียงถัดไป
เดินไปได้สองก้าว เขาก็รู้สึกว่ามีอะไรไม่ถูกต้อง
เดี๋ยวนะ ทำไมกลายเป็นว่าเขาไม่ถามไปได้ล่ะ?
ทั้งที่เขาเป็นคนตรวจห้องคนไข้แท้ ๆ
เจิ้งฉ่วยหันกลับไปมองกู้หลิน
กู้หลินเดินตามหลังมา มือถือใบบันทึกปริมาณน้ำเข้าออก สีหน้าจริงจังไม่น้อย ราวกับไม่รู้เลยว่าคำพูดเมื่อครู่ทำให้แพทย์ประจำบ้านที่ยืนข้าง ๆ ถึงกับหยุดเขียน
ความไม่ยอมแพ้ในใจเจิ้งฉ่วยพลันปะทุขึ้นมาอีกครั้ง
เตียงที่สามเป็นคนไข้เลือดออกในสมองจากความดันโลหิตสูง อายุ 68 ปี มีเลือดออกบริเวณปมประสาทฐานด้านขวา ตั้งแต่เมื่อคืนญาติถามไม่หยุดว่าจะผ่าตัดเอาลิ่มเลือดออกได้ไหม
ตอนนี้คนไข้ยังรู้สึกตัวดี เรียกชื่อแล้วขานรับได้ แขนขาซีกซ้ายมีแรงน้อยกว่าปกติเล็กน้อย
เจิ้งฉ่วยนำภาพถ่ายขึ้นแขวนไว้กับเครื่องดูภาพขนาดเล็กตรงปลายเตียง แล้วพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง
ครั้งนี้เขาไม่ได้เรียกกู้หลิน แต่หันไปถามแพทย์ประจำบ้านที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
“คิดว่าเคสนี้ต้องผ่าตัดไหม”
แพทย์ประจำบ้านหยุดยืนตรงหน้าภาพถ่าย
“ปริมาณเลือดคั่งไม่น้อย ญาติก็อยากให้ผ่าตัดค่อนข้างมาก ถ้าต่อจากนี้อาการรู้สึกตัวแย่ลง อาจต้องพิจารณาผ่าตัดครับ”
“ฉันถามว่าตอนนี้ล่ะ”
แพทย์ประจำบ้านชะงักไป
“ตอนนี้... ขอคุยเรื่องความเสี่ยงของการผ่าตัดกับญาติก่อนได้ไหมครับ?”
เจิ้งฉ่วยไม่พูดอะไร ผ่านไปหลายวินาทีจึงหันไปมองกู้หลิน
“กู้หลิน”
“ครับ”
“คิดว่าคนไข้เตียงนี้ต้องผ่าตัดไหม?”
กู้หลินมองภาพเพียงแวบเดียว ก่อนตอบข้อสรุปที่คิดไว้ทันที
“ผมคิดว่าตอนนี้ยังผ่าไม่ได้ครับ”
เจิ้งฉ่วยเลิกคิ้ว
“ทำไม?”
กู้หลินยังคงอธิบายอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
“เพราะตอนนี้คนไข้ยังรู้สึกตัวดี รูม่านตาสองข้างเท่ากัน ปฏิกิริยาต่อแสงก็ยังปกติครับ”
