เซี่ยเฉิงอันแค่นเสียง ก่อนจะรินเหล้าให้ตัวเองอีกแก้ว
“ช่างเถอะ บนโลกนี้มีเรื่องที่อธิบายไม่ได้อยู่ตั้งเยอะ”
ถังเยว่หันไปมองเขาอย่างสงสัย
เมื่อกี้ยังยืนกรานจะเอาคำตอบให้ได้อยู่เลย ทำไมจู่ ๆ ถึงเปลี่ยนใจล่ะ?
“รุ่นพี่ วันนี้คิดได้ขนาดนี้เลยเหรอ?”
“แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ? จับตัวมาตรวจดีเอ็นเอหรือไง?”
กู้หลินเกือบสำลักน้ำ ส่วนถังเยว่กลับตั้งใจคิดตามอย่างจริงจัง
“ไม่เห็นเคยได้ยินเลยว่าอาจารย์มีลูก?”
คิดไปคิดมา ถังเยว่ก็รีบโบกมือ
“ไม่สิ ๆ”
“ต่อให้มีจริง ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะอายุยี่สิบกว่า แบบนี้อาจารย์ก็ต้องมีลูกตอนอายุสิบขวบเลยน่ะสิ…”
พูดจบ ถังเยว่ก็มองเซี่ยเฉิงอันอย่างโมโห
“ทำไมถึงคิดว่าอาจารย์เป็นคนเลวขนาดนั้นได้!”
กู้หลินหมดคำจะพูด จึงอดเอ่ยขึ้นมาไม่ได้
“หัวหน้าทั้งสองคน กินข้าวกันเถอะครับ”
อาหารทยอยยกมาเสิร์ฟจนครบ เหล้าก็พร่องไปทีละแก้ว คุยกันไปคุยกันมา หัวข้อก็วกกลับมาที่อาจารย์ของพวกเขาอีกจนได้
เซี่ยเฉิงอันเล่าถึงปีแรกที่เรียนปริญญาเอก
ตอนนั้นเขาเพิ่งรายงานเคสซับซ้อนด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก ทำสไลด์พาวเวอร์พอยต์ไปกว่า 40 หน้า มั่นใจว่าตัวเองเตรียมตัวมาดีมากแล้ว
กู้หลินนั่งอยู่ด้านหน้า ฟังถึงหน้าที่สิบก็ขัดขึ้นมา
“ตอนแรกคนไข้มาที่โรงพยาบาลเพราะอะไร?”
เซี่ยเฉิงอันเกาหัว ตอบไม่ออกอยู่ตรงนั้น
อีก 40 หน้าที่เหลือ อาจารย์ไม่แม้แต่จะเปิดดูสักหน้า แค่บอกให้เขากลับไปเรียบเรียงลำดับเหตุการณ์ใหม่
ตอนนั้นเขาโมโหจนไม่ได้นอนทั้งคืน เช้าวันต่อมาตอนแปดโมงก็หอบเอกสารที่ทำใหม่ไปห้องทำงาน ตั้งใจเตรียมใจโดนด่าไว้แล้ว
แต่พอเปิดประตูเข้าไป บนโต๊ะกลับมีอาหารเช้าวางอยู่สองชุด
กู้หลินแก้ประวัติคนไข้ของเขาไปด้วย เลื่อนอาหารเช้าชุดหนึ่งมาให้ไปด้วย
