นางชะงักไปเล็กน้อย “หวังเฟิ่งอี๋หรือ? นางมาที่นี่ได้อย่างไร?”
ไม่นานนัก
หวังเฟิ่งอี๋ก็พาบ่าวเข้ามา พลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ไม่ได้พบกันหลายวันแล้ว ช่วงนี้เจ้าไม่มาคารวะ ข้าจึงไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับเจ้า” จากนั้นก็มองท้องกลมโตของฉู่เสียนที่ไม่ได้พบกันเสียนานด้วยความประหลาดใจ
“ท้องใหญ่จริง ๆ ใหญ่กว่าเดือนก่อนมาก เจ้ายังสบายดีหรือไม่?”
ยามนี้ฉู่เสียนไม่สะดวกลุกขึ้น จึงนั่งพยักหน้า “ข้าสบายดี เชิญนั่งเถิด”
หวังเฟิ่งอี๋สั่งสาวใช้ให้นำของบำรุงที่ตนเอามามอบให้นาง
ฉู่เสียนกล่าวขอบคุณด้วยรอยยิ้ม “ไม่ต้องลำบากถึงเพียงนี้ ที่นี่ของบำรุงไม่ขาดแคลน”
หวังเฟิ่งอี๋ยิ้มเช่นกัน “รับไว้เถิด ข้าเองก็ไม่ได้มีของดีอะไร หากเจ้าไม่ได้ใกล้คลอด ข้าคงตัดใจมอบให้ไม่ลง”
จากนั้นทั้งสองก็พูดคุยถึงเรื่องวุ่นวายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในวังหลังช่วงนี้ หวังเฟิ่งอี๋เอ่ยอย่างอิจฉาว่า “แม้ท้องแก่ในช่วงเดือนนี้จะไม่สะดวก แต่ก็ชวนให้ผู้คนอิจฉายิ่งนัก เมื่อใดข้าจึงจะตั้งครรภ์ได้บ้าง”
เฮ้อ นางอยากมีลูกสักคนจริง ๆ
ฉู่เสียนชะงัก มองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง เรื่องเช่นนี้ปลอบใจกันได้ยากยิ่ง การตั้งครรภ์เป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ นางจึงทำได้เพียงยิ้มบาง ๆ
หวังเฟิ่งอี๋เอ่ยถึงความขัดแย้งระหว่างฮองเฮากับไท่จื่อเฟย รวมถึงปากเสียงคราวก่อนตอนเข้าเฝ้าคารวะอีกครั้ง
นั่งสนทนากันเกือบครึ่งชั่วยาม ครั้นเห็นว่าท้องฟ้าด้านนอกใกล้มืดแล้ว ก่อนจากไปนางจึงเอ่ยถามอย่างลังเลเป็นคำสุดท้าย
“ฉู่เฟิ่งอี๋ทราบหรือไม่ว่าเหตุใดช่วงนี้ไท่จื่อเฟยเหนียงเหนียงจึงดูผิดปกติ?”
