เซียวเสวียนจิ่งชะงักไป ก่อนขมวดคิ้ววางหมากลงแล้วครุ่นคิด เขาไม่ได้ยึดติดกับแพ้ชนะ ลุกขึ้นโน้มตัวเข้ามาประคองนางไว้ “ต้องให้หมอหลวงมาตรวจหรือไม่?”
ฉู่เสียนเพียงแกล้งทำเป็นออดอ้อน นางส่ายหน้าพลางกุมท้อง “ไม่ต้องเพคะ ไม่ต้อง หม่อมฉันพักสักครู่ก็พอแล้ว”
เซียวเสวียนจิ่งมิได้กล่าวสิ่งใดอีก หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยว่า “เช่นนั้นก็เลิกเล่นเถิด เปิ่นกงจะประคองเจ้าเข้าไป”
ฉู่เสียนไม่คิดว่าองค์รัชทายาทจะพูดง่ายเช่นนี้ นางชะงักไป ก่อนกลอกตาวนไปมา มุมปากพลันยกขึ้น แล้วฉวยโอกาสยื่นมือออกไปทันที “เช่นนั้นพระองค์อุ้มหม่อมฉันขึ้นยืนเถิดเพคะ เอวหม่อมฉันปวดเหลือเกิน ยืนไม่ไหวแล้ว”
เซียวเสวียนจิ่ง “……”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง “ฉู่ซื่อ ห้ามเหลวไหล”
ฉู่เสียนเบิกตากลมโตอย่างไร้เดียงสา “หม่อมฉันเหลวไหลที่ใดกันเพคะ ท้องก็ใหญ่ขึ้นแล้ว ทั้งยังนั่งมานาน เอวปวดเหลือเกิน…”
สายตาของเซียวเสวียนจิ่งเลื่อนไปหยุดอยู่บนหน้าท้องที่นูนสูงของนางอีกครั้ง เขาขมวดคิ้ว
……
ท้ายที่สุด ฉู่เสียนก็ยิ้มแย้มซบอยู่ในอ้อมแขนองค์รัชทายาท ถูกเขาอุ้มพาไปยังเรือนด้านหลัง
ระหว่างทาง องค์รัชทายาทกลัวว่าจะกดทับท้องนาง ตอนช้อนเอวอุ้มนางขึ้นจึงระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง
“ท้องถูกกดทับหรือไม่”
แม้หลังจากวางนางลงบนเตียงแล้ว เซียวเสวียนจิ่งก็ยังถามซ้ำอีกครั้ง
ฉู่เสียนเอนกายพิงหมอนนุ่มที่วางหนุนหลัง เหยียดขาทั้งสองข้าง “ไม่เป็นไรเพคะ ไม่ได้กดทับ” นางกล่าวต่อ “อ้อ จริงสิ เพคะองค์ชาย พระองค์ช่วยหยิบหนังสือบนโต๊ะเล็กข้างหัวเตียงมาให้หม่อมฉันได้หรือไม่”
