เสิ่นเหลียงเยวี่ยนฟังจบแล้วนิ่งไปครู่หนึ่ง พลางลูบท้องอย่างมีนัย
“ท่านแม่กล่าวถูกแล้ว ข้าควรมีลูกให้เร็วหน่อย”
ตงเสวี่ยรีบเอ่ย “เหนียงเหนียงยังเยาว์วัย จะกังวลไปไยองค์รัชทายาทเสด็จมาหาบ่อยเพียงนี้ ช้าหรือเร็วก็ต้องมีเป็นแน่” นางกล่าวต่อ “อีกอย่าง ที่องค์รัชทายาทประทับอยู่กับนาง คงเป็นเพราะนางหกล้มกระมัง อย่างไรก็ต้องใส่ใจนางสักสองวัน”
บ่าวไพร่เบื้องล่างเองก็พากันวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อย
แต่ฉู่เสียนกำลังตั้งครรภ์ ทั้งยังหกล้ม
องค์รัชทายาทประทับอยู่เป็นเพื่อนนางก็เป็นเรื่องปกติ
ไม่นานนักจึงไม่มีผู้ใดปากมากอีก
……
“ให้พวกเจ้าไปสืบตั้งแต่เช้า สืบได้ความหรือยัง? ยังเป็นฟางเจาฝวิ่นใช่หรือไม่?”
อีกด้านหนึ่ง หลังเสร็จราชกิจยามเที่ยง
ขณะเดียวกัน องค์รัชทายาทกลับจากทางฮ่องเต้ถึงตำหนักบูรพา พอเข้ามานั่งในห้องหนังสือก็ขมวดคิ้วเอ่ยถาม
“พ่ะย่ะค่ะ คนของกระหม่อมเพิ่งไปสืบกลับมาเมื่อครู่ แต่เรื่องนั้นเกิดก่อนที่ฉู่เฟิ่งอี๋จะหกล้ม ฟางเจาฝวิ่นสั่งให้ฉู่เฟิ่งอี๋คัดพระสูตรอีกสิบม้วนพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่ไห่เข้ามารายงาน
แต่พูดตามตรง
ฟางเจาฝวิ่นผู้นี้ทำเกินไปแล้ว
ก่อนหน้านี้องค์รัชทายาทส่งคนไปสืบจนรู้ว่านางสั่งให้ฉู่ซื่อคัดพระสูตร ทว่าเห็นแก่วันคล้ายวันประสูติของไทเฮา แม้สิบม้วนจะไม่น้อย แต่ก็ไม่ถึงกับมากนัก นับเป็นน้ำใจที่มอบถวายไทเฮาได้
จึงมิได้ใส่ใจ
ใครจะคิดว่าผ่านมาหลายเดือนแล้ว ฉู่ซื่อยังคงคัดอยู่
สีหน้าเซียวเสวียนจิ่งพลันเย็นชา
“เจ้าไปบอกไท่จื่อเฟยสักคำ”
หากมิใช่ความผิดร้ายแรง เขาย่อมไม่สะดวกลงโทษอนุภรรยาโดยข้ามไท่จื่อเฟยไป