“ถึงท่านจะทรงงานยุ่ง ก็อย่าทรงเหน็ดเหนื่อยจนเกินไปเพคะ ดูใต้พระเนตรของท่านสิคล้ำเสียแล้ว” นางกล่าวพลางยื่นมือไปแตะเปลือกตาเขาอีกครั้ง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เซียวเสวียนจิ่งก็เผยรอยยิ้มแรกนับตั้งแต่ฉู่เสียนเข้ามา แม้จะเป็นรอยยิ้มจาง ๆ แต่ก็ยังนับว่าเป็นรอยยิ้ม
เขาพลิกมือมาบีบมือนุ่มนิ่มของนางเบา ๆ “ถึงข้าจะไม่ได้ไปเรือนด้านหลัง แต่หากเจ้าขาดเหลือสิ่งใด ก็ให้คนไปบอกทางเรือนด้านหน้า พวกเขาจะจัดหาให้เจ้าเอง”
ฉู่เสียนพยักหน้า “ท่านวางใจเถิด หม่อมฉันไม่ใช่คนโง่ ย่อมไม่ปล่อยให้ตนเองขาดแคลนอยู่แล้ว”
เซียวเสวียนจิ่งบีบมือนางอีกครั้ง
ทันใดนั้น เด็กน้อยบนตักฉู่เสียนก็ส่งเสียง “อา อา” สองครั้ง
องค์รัชทายาทชะงัก ก้มลงมอง ก่อนจะหัวเราะออกมา จากนั้นก็ยื่นมือไปช้อนก้นเด็กน้อยขึ้นมาอุ้ม จุมพิตแก้มเล็ก ๆ ของเขา “พักนี้ไม่ได้ไปหาเจ้ามาระยะหนึ่งแล้ว เจ้าอ้วนขึ้นอีกหรือไม่”
เซียวฉู่หยางหาวหวอด แล้วพึมพำ “อือ อือ” สองครั้ง ดวงตากลมโตจ้องมององค์รัชทายาทอย่างงุนงง
เซียวเสวียนจิ่งเห็นว่าเขาน่ารัก หัวใจก็พลันอ่อนยวบ จับมืออวบ ๆ ของเด็กน้อยมาจุมพิตอีกครั้ง
เซียวฉู่หยางกลับหาวอีกหน ไม่รู้ว่าง่วงหรือเป็นอะไร บางทีอาจเพราะยังเล็กนักจนพูดไม่ได้ จึงเพียงยกเท้าขาวอวบขึ้นแล้วส่งเสียงออดอ้อน
ฉู่เสียนเห็นแล้วอดขำไม่ได้ นางยื่นมือไปจิ้มฝ่าเท้าเล็ก ๆ ของเด็กน้อยอย่างมีแผนร้าย
เซียวฉู่หยางหดเท้าหนี
ดวงตากลมโตพลันเหลือบมองฉู่เสียน
ฉู่เสียนจิ้มอีกครั้ง
เซียวฉู่หยางขมวดคิ้ว ส่งเสียงงึมงำอย่างไม่พอใจ แล้วหดเท้าอวบที่ถูกจิ้มกลับไป
เขายังยกมือเล็ก ๆ ปัดไปมาอีกสองครั้ง
เซียวเสวียนจิ่งกล่าว “พอแล้ว อย่าแกล้งเขาอีก ประเดี๋ยวโกรธแล้วร้องไห้ขึ้นมา” พลางลูบศีรษะเด็กน้อย
