ทารกน้อยในอ้อมแขนของเขาว่าง่ายเป็นพิเศษ
ทั้งยังแย้มยิ้มอีกด้วย
ฮูหยินผู้หนึ่งถึงกับพึมพำเสียงเบา “หรือองค์รัชทายาทไม่มีโอรสมานาน พอมีขึ้นมาสักคนจึงดีพระทัยจนแทบคลุ้มคลั่งกระมัง”
ฮูหยินอีกคนรีบสะกิดนางทันที เป็นเชิงเตือนว่าอย่าได้พูดจาเหลวไหล
ไม่ว่าอย่างไร
คนส่วนใหญ่ยังคงคิดว่าฉู่เสียนมีโชคดีเหลือเกิน องค์รัชทายาททรงรักใคร่เด็กน้อย
ต่อไปฉู่เสียนในฐานะมารดาผู้ให้กำเนิด คงไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากนัก
เดิมทีนางมีฐานะเป็นบุตรีของขุนนางผู้ต้องโทษ ครอบครัวก็มีสภาพเช่นนั้น เรียกได้ว่าชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย
บัดนี้กลับได้บุตรชายช่วยฉุดรั้งชีวิตเอาไว้
“เหนียงเหนียง ไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่” ตงเสวี่ยเห็นสีหน้าของเสิ่นเหลียงเยวี่ยนย่ำแย่ยิ่ง จึงจับมือนางไว้อย่างเป็นห่วง พลางรินชาให้อย่างเร่งร้อน
เสิ่นเหลียงเยวี่ยนจึงฝืนเบือนสายตาจากเซียวเสวียนจิ่งที่กำลังอุ้มเด็กน้อยออกมาได้ ลำคอของนางรู้สึกราวกับถูกกระดาษทรายขูดผ่าน หัวใจก็เต้นกระตุกไม่เป็นจังหวะ
“หากไม่ต้องเห็นองค์รัชทายาทดีกับบุตรของสกุลฉู่ถึงเพียงนี้ก็คงไม่เป็นไร แต่บัดนี้เห็นกับตาเช่นนี้ จะให้ข้าทำใจยินดีได้อย่างไร”
ตงเสวี่ยชะงักไป ก่อนรีบยัดถ้วยชาใส่มือนาง “เหนียงเหนียง อย่าเพิ่งร้อนใจเลยเจ้าค่ะ ทางบ้านไม่ได้ช่วยท่านไปตามหมอแล้วหรือ ท่านยังเยาว์วัย มิใช่ว่าจะตั้งครรภ์ไม่ได้เสียหน่อย อีกอย่าง องค์รัชทายาทยังทรงโปรดปรานท่านที่สุด หากมิใช่เพราะเด็กน้อย ช่วงนี้องค์รัชทายาทจะเสด็จไปหาสกุลฉู่บ่อยถึงเพียงนั้นหรือเจ้าคะ”
เสิ่นเหลียงเยวี่ยนหลับตาลง สูดลมหายใจออก ผ่านไปครู่ใหญ่จึงคล้ายจะสงบลง “ที่เจ้าพูดก็มีเหตุผล”
