“คราวนั้นพระชายาไท่จื่อยอมอนุญาตก็เพราะเห็นว่าท่านกำลังตั้งครรภ์ ท่านจะได้คืบเอาศอกไม่ได้”
ฉู่เสียนพลันเข้าใจ คาดว่าช่วงหลายวันที่ผ่านมาพระชายาไท่จื่อคงโกรธจัด
ทว่านางกลับแค่นหัวเราะในใจ ก่อนจะแสร้งทำสีหน้าลำบากใจ “นี่...แต่ข้ากินอาหารจากห้องเครื่องหลังวังไม่ค่อยลง...มิใช่ว่าข้าเลือกกิน เพียงแต่หลังคลอดในช่วงนี้ ร่างกายอาจเปลี่ยนความเคยชินไป กินอะไรไม่ถูกปากก็รู้สึกไม่สบาย...”
“เหตุใดหวังเฟิ่งอี๋กับฟางเจาซวิ่นจึงกินอาหารจากห้องเครื่องหลังวังได้ แต่ท่านกลับกินไม่ได้เล่า?”
อีกฝ่ายยังพูดไม่ทันจบ ชิวเยวี่ยก็เอ่ยขัดอย่างไม่สบอารมณ์ “พอแล้ว คำที่เหลือข้าน้อยไม่ขอพูดมาก จะเตือนท่านเป็นครั้งสุดท้าย อย่ารอให้พระชายาไท่จื่อลงมือด้วยพระองค์เอง ถึงยามนั้น คนที่เสียหน้าก็คือตัวท่าน”
กล่าวจบ นางก็หันหลังกลับไปด้วยสีหน้าเย็นชา
ฉู่เสียนเห็นดังนั้นก็หรี่ตาลงทันที
……
“เตือนนางแล้วหรือ?”
เมื่อเห็นชิวเยวี่ยกลับมา พระชายาไท่จื่อก็เอนกายพิงตั่งกุ้ยเฟยอย่างเกียจคร้าน ก่อนจะหาวออกมา
ชิวเยวี่ยพยักหน้า “เพคะ พระชายาวางพระทัยได้”
พระชายาไท่จื่อแค่นเสียงเบา พลางแคะเล็บ “เช่นนั้นก็ดี”
ชิวเยวี่ยกล่าวต่อ “พระชายา หลังจากคนจากห้องเครื่องออกไปซื้อวัตถุดิบนอกวังในสัปดาห์หน้าแล้ว จะไม่ให้ส่งของไปยังเรือนด้านหลังของฉู่ซื่ออีกหรือเพคะ”
พระชายาไท่จื่อพยักหน้า
“ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น ฉู่ซื่อมีฐานะเช่นนี้ยังคิดจะมีห้องเครื่องเล็กอีก ใครให้ความกล้าแก่นางกัน คิดว่ามีบุตรชายแล้วจะยิ่งใหญ่เสียเต็มประดาหรือ?”
อีกทั้งเรื่องฉู่เสียนเลื่อนตำแหน่งยังค้างคาอยู่ในใจ นางจึงยังไม่คลายโทสะ