“สหายเต๋าหมิงเข้าใจผิดแล้ว”
ซ่งหลงอวิ๋นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนก้มมองชายกระโปรงตามสายตาของกัวเสียง แล้วฝืนยิ้มเยาะตัวเอง
“อยู่ในสถานที่บ้าบอนี่ จะมีอารมณ์สุนทรีย์แต่งเนื้อแต่งตัวได้อย่างไร”
“ชุดเต๋าบนตัวข้าถูกเถาวัลย์ปีศาจหนามฉีกขาดเมื่อครั้งอยู่ในแดนเถื่อนก่อนหน้านี้ หากไม่ใช่เพราะไม่มีเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนจริง ๆ ใครจะอยากอยู่ในเมืองแล้วตกเป็นเป้าสายตาน่ารังเกียจพวกนั้นกัน”
ความสงสัยในใจของกัวเสียงคลายลงไปเล็กน้อย ทว่าความระแวดระวังในแววตายังคงอยู่ เขาประสานมือคารวะ “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ หมิงผู้นี้คิดมากไปเอง”
“สหายเต๋าหมิง เรื่องร่วมทีมที่ข้าเอ่ยถึงเมื่อวาน ท่านพิจารณาอย่างไรบ้าง”
ซ่งหลงอวิ๋นเก็บซ่อนความกระอักกระอ่วนบนใบหน้า สีหน้าพลันเคร่งขรึมขึ้น “หากท่านยินดีร่วมทีมกับข้า พวกเราจะหาเพียงสัตว์อสูรที่พลัดฝูงอยู่บริเวณรอบนอกของแดนเถื่อน จะไม่เสี่ยงบุกเข้าไปลึกเด็ดขาด”
“สิ่งที่หาได้จะแบ่งกันต่อหน้าอย่างเป็นธรรม ตามจำนวนคนและกำลังที่แต่ละคนลงแรง ไม่มีลำเอียงแม้แต่น้อย”
“ขอบคุณสหายเต๋าซ่งที่เห็นค่าหมิงผู้นี้”
เมื่อได้ยินคำว่าสัตว์อสูร หูกัวเสียงก็ขยับเล็กน้อย เขาประสานหมัดคารวะอย่างสงบนิ่ง “หากสหายเต๋าไม่รังเกียจฝีมืออันต่ำต้อยของหมิงผู้นี้ การร่วมทีมครั้งนี้ ข้าตกลง”
“ดีเหลือเกิน!”
ซ่งหลงอวิ๋นถอนหายใจด้วยความโล่งอกให้เห็นอย่างชัดเจน “เมื่อสหายเต๋าหมิงเข้าร่วมแล้ว ทีมของพวกเราต้องล่าสัตว์อสูรได้ไม่น้อยแน่!”
เมื่อเห็นนางตื่นเต้นถึงเพียงนี้ กัวเสียงกลับเกิดความสงสัยขึ้นในใจ
