“ดูท่าเรื่องจะร้ายแรงกว่าที่พวกเราคิดไว้มาก” สวี่หลินกล่าวเสียงขรึม
ยากจะจินตนาการได้ว่าเงามืดที่อยู่เบื้องหลังพวกมันแข็งแกร่งเพียงใด ถึงทำให้หัวหน้ากองสืบสวนคนหนึ่งยอมสละชีวิตโดยไม่ลังเล
“ไอ้สารเลว!”
หวงเหวยหานคำรามด้วยความโกรธ ก่อนเตะกำแพงอย่างแรง
สวี่หลินกล่าวว่า “หัวหน้าหวง ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาระบายความโกรธ พวกมันอยากเอาชีวิตเรา เพราะอย่างนั้นเราต้องชิงลงมือโค่นพวกมันก่อน”
หวงเหวยหานได้สติกลับมา หันมาถามสวี่หลินว่า “แล้วเราต้องทำยังไง?”
สวี่หลินกล่าวว่า “ตั้งแต่ผมเข้ามาจนถึงตอนนี้ เพิ่งผ่านไปแค่สิบห้านาที คนของพวกมันก็ลงมือแล้ว ดูท่าพวกมันจะรู้ตัวว่าทิ้งช่องโหว่ไว้”
“ไป ดูศพหวังเจี้ยนเฉิงกันก่อน หลังจากตรวจศพแล้ว ผมถึงจะยืนยันได้แน่ชัด”
“เฉินหัว”
หวงเหวยหานเรียกขึ้นมา
เฉินหัวเดินเข้ามา “ครับ หัวหน้าหวง”
“จัดการศพตู้จื้อฉีด้วย” หวงเหวยหานกล่าว สีหน้าเสียดาย
“ครับ!”
……
จากนั้นหวงเหวยหานพาสวี่หลินไปยังห้องหนึ่งด้านหลังสถานกักกันด้วยตัวเอง
เครื่องปรับอากาศในห้องเย็นจัด พอทั้งคู่เข้ามาก็อดสั่นสะท้านเล็กน้อยไม่ได้
สายตาของสวี่หลินหยุดอยู่ที่ศพซึ่งคลุมด้วยผ้าขาว จากนั้นเขาก็เข็นรถเข็นเข้าไปใกล้แล้วเปิดผ้าขาวออก
หวังเจี้ยนเฉิงผ่านการชันสูตรมาหลายขั้นตอนแล้ว ตอนนี้ทั้งผ้าขาวและร่างกายจึงมีคราบเลือดเปรอะเปื้อน แต่สวี่หลินเพียงตึงเครียดขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาสงบนิ่งดังเดิม
จิตใจของเขาแข็งแกร่งขึ้นมาก หลังผ่านการต่อสู้ครั้งก่อนมา
