แก้มที่เด็กสาวจงใจพองจนกลมป่องราวกับซาลาเปาลูกน้อย ส่งสัญญาณชัดเจนว่าไม่พอใจ กำลังโมโห และกำลังรอให้ใครสักคนมาง้อ
เยี่ยนจินซวี่ยิ้มพลางตบศีรษะกลมมนของเธอเบา ๆ “อย่าเก็บความขุ่นเคืองไว้เลย พ่ออุตส่าห์มาหาลูกแล้ว ยิ้มหน่อยสิ”
โหยวฝูปัดมือเขาออกอย่างไม่สบอารมณ์ “การที่คุณมาอยู่เป็นเพื่อนฉันมันยิ่งใหญ่นักหรือไง? อ้อ คุณมาอยู่เป็นเพื่อนฉัน ฉันก็ต้องดีใจงั้นเหรอ เหตุผลอะไรเนี่ย?”
เยี่ยนจินซวี่ชักมือกลับ “แล้วทำไมถึงไม่มีความสุขล่ะ เล่าให้พ่อฟังสิ”
“เล่าให้คุณฟังแล้วจะมีประโยชน์อะไร”
โหยวฝูบ่นอย่างไม่เป็นธรรม
เยี่ยนจินซวี่ว่า “มีประโยชน์สิ ไม่ว่าใครทำให้ลูกไม่สบายใจ พ่อจะจัดการให้เอง”
โหยวฝูว่า “งั้นคุณก็จัดการตัวเองซะสิ”
เยี่ยนจินซวี่ว่า “ไม่ได้หรอก ถ้าพ่อถูกจัดการ เสี่ยวโหยวก็ไม่มีพ่อน่ะสิ”
“ปากหวาน พูดอย่างทำอย่าง ผู้ชายก็เป็นแบบนี้กันหมด!” โหยวฝูกล่าวหา
คราวนี้เยี่ยนจินซวี่เข้าใจแล้ว แน่นอนว่าเยี่ยนจวีเหวยต้องทำอะไรสักอย่างให้เด็กน้อยเสียใจ ถึงได้ทำให้เธอเศร้าแบบนี้
แต่เรื่องระหว่างคู่รักวัยหนุ่มสาว เขาไม่สะดวกเข้าไปยุ่งจริง ๆ
เยี่ยนจินซวี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “แล้วมีอะไรอีกที่ทำให้เสี่ยวโหยวมีความสุขได้บ้าง? เรื่องอพยพครั้งใหญ่ของสัตว์ที่พ่อพูดถึงเมื่อกี้ เสี่ยวโหยวชอบไหม จะได้เห็นสิงโตกับช้างใกล้ ๆ เลยนะ”
แม้โหยวฝูจะสนใจเรื่องนี้จริง ๆ แต่คำพูดของเยี่ยนจินซวี่ฟังดูเหมือนคุณครูอนุบาลกำลังหาทางดึงความสนใจเด็ก แถมยังคล้ายพวก ‘พี่ผลไม้’ จากรายการเด็กสมัยเธอยังเล็ก น้ำเสียงแบบนั้นทำให้โหยวฝูหงุดหงิดมาก
เยี่ยนจินซวี่สังเกตสีหน้าเธอ “ดูท่าจะชอบนะ แบบนี้ถือว่าพ่อเอาใจลูกถูกจุดหรือเปล่า?”
