เฉินอี้หันกลับไปมอง เห็นสวี่เหยี่ยนเสวี่ยขดตัวเป็นก้อน เปลือกตาปรือ ขาทั้งสองข้างยังสั่นระริกไม่หยุด ดูท่าคงไม่ไหวจริง ๆ
ช่างเถอะ ปล่อยเธอไปก่อน ออกไปดูข้างนอกดีกว่า
เฉินอี้คว้าเสื้อผ้ามาสวมลวก ๆ พอผลักประตูออก ลมทะเลก็พัดปะทะหน้า เย็นสบายชื่นใจ
ริมกำแพงมีไม้ไผ่พิงระเกะระกะอยู่หลายลำ อีกฟากหนึ่งของลานตากอวนไว้ ข้าง ๆ มีกระบุงสานใบใหญ่ ก้นกระบุงปูปลาหมักเกลือที่ตากจนเกือบแห้งไว้เต็มชั้น ท้องปลาถูกผ่าออก โรยเกลือเม็ดหยาบจนทั่ว ยังได้กลิ่นคาวเค็มโชยมา
ดีจริง ๆ
เฉินอี้สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วเดินไปข้างหน้าสองสามก้าว
เฮ้อ ช่วงเวลานี้มันดีจริง ๆ อากาศก็ดี บรรยากาศก็แจ่ม มองฟ้าสีคราม มองปลาสด ๆ มองผู้หญิงตรงมุมกำแพง มอง...
เดี๋ยวนะ ผู้หญิงเหรอ?
“เฮ้ย อะไรกันวะ?”
เฉินอี้สะดุ้งสุดตัว รีบหันกลับไปมอง หัวใจแทบหยุดเต้นไปจังหวะหนึ่ง พอเห็นว่าเป็นใครถึงค่อยถอนหายใจยาว พลางตบอกตัวเอง
“แม่ มาทำอะไรเนี่ย ตกใจหมดเลย”
“ก็แวะมาดูลูกน่ะสิ”
หวังชุ่ยหลิงเดินเข้ามาหาเขา พลางเขย่ากระบุงปลาหมักเกลือที่ตากจนเกือบแห้งเบา ๆ แล้วบุ้ยปากไปทางห้อง ก่อนยกมือตบไหล่เฉินอี้
“ลูกเอ๊ย ยังหนุ่มยังแน่นก็อย่าหักโหมนัก ดูแลร่างกายหน่อย”
“แม่ เพิ่งมาก็พูดเรื่องนี้เลยเหรอ”
เฉินอี้หน้าเห่อร้อนขึ้นมา เขาแตะปลายจมูกแล้วมองใบหน้าคล้ำแดดของหวังชุ่ยหลิง พลันรู้สึกสงสารเธอขึ้นมานิด ๆ
พ่อแม่ของเขาเป็นชาวประมงธรรมดา ใช้ชีวิตอยู่กับทะเลมาทั้งชีวิต ต้องตากลมตากแดดและลำบากตรากตรำทุกวัน ช่วงที่ยุ่งที่สุดของแต่ละปี ต้องลากปลาและกุ้งได้หลายร้อยชั่งต่อวัน แต่แม้แต่ยาแก้ปวดสักเม็ดยังไม่ยอมซื้อ
ทั้งที่เพิ่งอายุสี่สิบต้น ๆ ผมกลับขาวโพลนแล้ว ฝ่ามือมีหนังด้านหนาแข็งราวกับหิน
ชาติที่แล้ว หลังเฉินอี้แต่งงานได้ไม่กี่ปี พ่อแม่ก็จากไปเพราะโรคเรื้อรังเก่า ๆ เรื่องนี้เป็นความเจ็บปวดที่ฝังใจเขามาตลอด
ชาติที่แล้วเขาใช้ชีวิตไม่เป็น แถมยังไม่เคยทำให้พ่อแม่ได้สุขสบายเลย
หัวใจของเฉินอี้บีบรัด เขารีบหันหน้าหนี แสร้งทำเป็นมองท้องฟ้า
แต่ชาตินี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว เขาได้กลับมาใช้ชีวิตอีกครั้ง ทั้งยังมีความทรงจำและมิติพิเศษ แถมยังมีน้ำพุวิญญาณ ถ้ายังใช้ชีวิตห่วย ๆ เหมือนเดิมอีก ก็เท่ากับเกิดมาเสียเปล่าไม่ใช่หรือไง?
ถึงเขาจะไม่คิดเปิดเผยเรื่องมิติพิเศษ แต่น้ำพุวิญญาณเอาให้พ่อแม่ใช้ได้ แค่ผสมลงในกับข้าวหรือน้ำดื่ม ให้ทั้งสองค่อย ๆ ฟื้นฟูร่างกาย เติมเต็มส่วนที่พร่องไป
เฉินอี้คิดเช่นนั้นแล้วเงียบไปนาน หวังชุ่ยหลิงกลับร้อนใจ นึกว่าเขาอาย จึงรีบยกมือดึงเขาไปข้าง ๆ ใบหน้าเคร่งขรึมปนสงสาร
“เรื่องแค่นี้มีอะไรต้องอาย? บ้านสวี่ทำเรื่องไม่เป็นเรื่องอยู่แล้ว”
หวังชุ่ยหลิงถอนหายใจ มองเฉินอี้ด้วยแววตาสงสาร
“ลูกสาวคนโตหนีตามผู้ชายไป แล้วหน้าตาบ้านเราจะเหลืออยู่ที่ไหน? ฝ่ายนั้นกลับคิดง่าย ๆ ส่งลูกสาวคนรองมาให้ เหมือนกับว่าบ้านเราได้เปรียบอย่างนั้นแหละ”
“แม่บอกเลยนะลูก ถ้าแม่รู้ตั้งแต่แรกว่าน้องสาวคนนั้น...น้องสาวคนนั้นต้องการมากขนาดนี้ แม่ไม่มีทางยอมให้แต่งงานกันหรอก!”
เห็นหวังชุ่ยหลิงพูดเลยเถิดไปเรื่อย ๆ เฉินอี้รีบเอ่ยขัด
“โธ่แม่ พูดอะไรเนี่ย”
“ไม่ต้องมาปิดบังแม่!”
หวังชุ่ยหลิงถลึงตามองเขา แล้วหันไปมองประตูห้องที่ปิดสนิท ก่อนส่ายหน้าเบา ๆ
“แม่ผ่านเรื่องพวกนี้มาแล้ว จะไม่รู้ได้ยังไงว่าลูกเป็นอะไร? ดูสิ อ่อนปวกเปียกไปหมด เมื่อสองวันก่อนเดินแค่สองก้าวก็เซแล้ว เช้านี้ค่อยดูมีแรงขึ้นหน่อย ลูกยังหนุ่มก็จริง แต่จะไหวได้ยังไงถ้าเธอเล่นเอาไม่หลับไม่นอนแบบนี้”
ไม่คิดเลยว่าหวังชุ่ยหลิงจะพูดเรื่องพวกนี้กับเขา เฉินอี้เองก็เริ่มอาย ไม่กล้ามองหน้าแม่ จึงหันไปอีกทางแล้วกระแอมเสียงเบา
“ไม่มีอะไรสักหน่อยแม่”
“ลูกคนนี้นี่!”
หวังชุ่ยหลิงถลึงตาใส่เขาอย่างขัดใจ แต่ไม่นานก็ใจอ่อน ถอนหายใจเบา ๆ
“ยังไงลูกก็ต้องรู้ขีดจำกัดตัวเอง ถ้าฝืนไม่ไหวจริง ๆ ก็บอกแม่ แม่จะไปคุยกับตาเฒ่าสวี่เอง”
พูดจบเธอก็ค่อย ๆ ลดเสียงลง
“ลูกเอ๊ย ถ้าจะถอนหมั้นก็ถอนเถอะ พ่อแม่หาเงินเองได้ บ้านเราไม่ได้ขาดสินสอดแค่นั้น เข้าใจไหม? ผู้หญิงคนนั้นเหมือนหลุมที่ไม่มีวันเต็ม ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ลูกได้ตายคาอกเธอเข้าสักวันแน่”
พ่อแม่คนไหนจะไม่ห่วงลูก หวังชุ่ยหลิงพร่ำพูดไม่หยุด เฉินอี้รู้สึกอบอุ่นใจจนขอบตาร้อนผ่าว
เมื่อก่อนแม่ก็เคยพูดทำนองนี้กับเขา เป็นตัวเขาเองที่ถูกความหลงมัวเมาครอบงำ ไม่ยอมฟังคำเตือนของแม่ให้ดี
“แม่วางใจเถอะ ผมรู้ตัวดี”
พอได้ยินเขาตอบ หวังชุ่ยหลิงก็ชะงักไป ลูกคนนี้...ตั้งแต่เมื่อไหร่ถึงได้มั่นใจขึ้นขนาดนี้?
เมื่อก่อนเธอก็เคยพูดแบบนี้กับไอ้หนุ่มนี่ แต่ไม่รู้ว่าเพราะอายหรืออะไร เขาไม่ก็ก้มหน้าเงียบ ไม่ก็พูดอึกอัก วันนี้กลับยืนหลังตรง ตาเป็นประกาย ราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน
“เอาละ ดีแล้ว รู้ตัวก็ดี”
หวังชุ่ยหลิงชะงักไปครู่หนึ่ง ในใจก็คลายกังวลลงไม่น้อย แล้วพยักหน้า
“เดี๋ยวแม่ทำข้าวมาส่งให้พวกแก ลูกเข้าไปพักก่อนเถอะ”
“ได้ครับ”
เฉินอี้มองใบหน้าเปี่ยมความห่วงใยของแม่ ใจพลอยอุ่นวาบ แล้วตอบรับทันที
“งั้นผมไปเรียกพ่อก่อน”
พอนึกถึงพ่อ เฉินอี้ก็อดถอนหายใจอีกครั้งไม่ได้
ชายแก่ไม่เคยอยู่นิ่ง ตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง พอลุกขึ้นมาก็ทำงาน เป็นคนซื่อสัตย์จริงใจคนหนึ่ง ทั้งถักอวน ออกทะเล ลากเรือ งานสกปรกงานหนักแบบไหนก็ทำหมด สุดท้ายเลยมีโรคติดตัวเต็มไปหมด
ชาติที่แล้วเขาใช้ชีวิตไร้ประโยชน์จนวันตาย ยังเอาแต่สู้กับเรือผุ ๆ ลำหนึ่ง ไม่ค่อยรู้เรื่องภายนอกเลย นี่มันปี 1997 ยุคเศรษฐกิจกำลังเติบโตพุ่งทะยานเชียวนะ!
พวกพ่อค้าแม่ค้าตามถนน คนซ่อมอวน หรือคนที่ขี่จักรยานคานสูง ใครสักคนในนั้นอาจกลายเป็นเศรษฐีเงินล้านกลุ่มแรกก็ได้ ชาติที่แล้วพอเห็นคนอื่นร่ำรวย พ่อก็ได้แต่นั่งสูบบุหรี่ยาเส้นอยู่หน้าประตู มองคนอื่นสร้างบ้านหลังใหม่ตาละห้อย
พูดตามตรง ความรู้สึกแบบนั้นไม่ดีเอาเสียเลย
ชาติที่แล้วพ่อแม่จากไปหลังจากนั้นไม่กี่ปี ชาตินี้เขาต้องเปลี่ยนคำว่า “ไม่กี่ปี” ให้กลายเป็น “หลายสิบปี”!
อีกด้านหนึ่ง สวี่เหยี่ยนเสวี่ยนอนแผ่อยู่บนเตียง ได้ยินบทสนทนาข้างนอกเกือบทั้งหมด
เธอเบิกตากว้าง ทั้งอายทั้งโมโห
ตกลงใครกันแน่ที่ต้องการมาก?
ตอนนี้เธอขยับแม้แต่นิ้วเดียวยังไม่ได้ ร่างกายเหมือนจะแหลกเป็นชิ้น ๆ ผู้ชายคนนั้นเมื่อคืนทำราวกับสัตว์ที่ไม่มีวันเหน็ดเหนื่อย ขยันขันแข็งอยู่ทั้งคืน แล้วคนที่โดนกระทำอย่างเธอกลับกลายเป็นหลุมที่ไม่มีวันเต็มงั้นเหรอ?
สวี่เหยี่ยนเสวี่ยโมโหจนแทบกัดฟันกรามแตก พยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่แค่ขยับเอวก็ปวดจนสูดปาก ได้แต่นอนนิ่ง ๆ แล้วด่าเฉินอี้ในใจจนไม่เหลือชิ้นดี
ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามา ทำเอาร่างเธอแข็งทื่อ
วินาทีต่อมา ประตูก็เปิดออก เฉินอี้ก้าวเข้ามาในบ้านไม่กี่ก้าว สวี่เหยี่ยนเสวี่ยหดตัวถอยหลังตามสัญชาตญาณ ไม่รู้ไปบิดโดนตรงไหนเข้า ถึงกับร้อง “ซี๊ด” ด้วยความเจ็บ
“อย่าเข้ามานะ!”
เฉินอี้ไม่สนใจเธอ เดินตรงไปที่หัวเตียง
“นะ...นายจะทำอะไร?”
เสียงของสวี่เหยี่ยนเสวี่ยสั่นเครือ เธอรีบหดตัวหนี ดวงตาแดงก่ำด้วยความร้อนใจ
“ฉันบอกไว้ก่อนนะ เฉินอี้ ฉันไม่ไหวแล้วจริง ๆ ถ้านายยังเข้ามาหาฉันอีก ฉันจะ...จะร้องให้คนช่วย!”
“งั้นก็ร้องสิ”
เฉินอี้เลิกคิ้ว มองเธอจากด้านบน ทว่ามือยังคงเอื้อมไปข้างหน้าไม่หยุด
ใบหน้าสวี่เหยี่ยนเสวี่ยซีดเผือดในพริบตา เธอกำผ้าห่มไว้แน่น หลับตาปี๋ สูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วแหกปากกรีดร้องสุดเสียง
“อย่าเข้ามานะ——”
