เสียงกรี๊ดนั้นทำเอาเฉินอี้หลุดหัวเราะออกมา
สวี่เหยี่ยนเสวี่ยไม่รู้ว่าเขาหัวเราะอะไร เธอหดตัวอยู่บนเตียง ดวงตากลมกลอกมองเขาไม่วางตา
เฉินอี้เห็นท่าทางของเธอแล้วก็พอใจไม่น้อย
ชาติที่แล้วเขากลัวผู้หญิงคนนี้แทบตาย แค่เห็นเธอก็ขาอ่อนแล้ว แต่ตอนนี้กลับตาลปัตร เธอกลัวเขาจนตัวสั่นไปหมด แค่แตะนิดเดียวก็สะดุ้งแล้ว
คิดมาถึงตรงนี้ เฉินอี้ก็อดขำไม่ได้ ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้อีกสองสามก้าว
“ตื่นแล้วเหรอ? ดูเหมือนฟื้นตัวได้ดีนี่ จะเอาอีกไหม?”
พอสวี่เหยี่ยนเสวี่ยได้ยินคำพูดนั้น ก็ส่ายหัวจนแทบจะกลายเป็นกลองป๋องแป๋ง เสียงสั่นพร่าไปหมด
“ไม่ ๆ ๆ... ไม่เอาแล้ว!”
พอนึกถึงเรื่องเมื่อคืน ขาทั้งสองข้างของเธอก็เริ่มสั่นอีกครั้ง
จะเอาอีกเหรอ? ถ้าเอาอีก คราวนี้ได้ตายจริง ๆ แน่
“ฉันบอกไว้ก่อนนะ นาย... นายห้ามทำอะไรซี้ซั้วเด็ดขาด แม่ยังอยู่ในครัวนะ”
เฉินอี้เห็นเธอเป็นแบบนั้นก็ส่งเสียงหึ ก่อนจะเลิกคิดแกล้งเธอในที่สุด
“เอาละ ล้อเล่นน่า ไปจัดการตัวเองให้เรียบร้อย เดี๋ยวค่อยลุกมากินข้าว”
พูดจบเขาก็ไม่มองเธออีก หมุนตัวเดินออกจากห้องไป
พอเห็นเขาออกไป สวี่เหยี่ยนเสวี่ยก็ถึงได้ถอนหายใจที่กลั้นไว้ แล้วเอนตัวลงนอนอีกครั้ง
เธอหิวจริง ๆ แต่ร่างกายเหมือนจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ ขยับนิดเดียวก็แทบไม่มีแรง ได้แต่หลับตาพักก่อน
เฉินอี้เดินออกจากประตูบ้าน เลี้ยวเข้าไปในลานบ้านข้าง ๆ แล้วตะโกนเรียกเสียงดัง
“พ่อ ตื่นได้แล้ว!”
“รู้แล้ว ตื่นตั้งนานแล้ว”
พอได้ยินเสียงเรียก พ่อของเฉินอี้ถึงเงยหน้าขึ้นจากกองแหอวน
ชายชราอายุราวห้าสิบกว่า รูปร่างสูงผอม ดูกระฉับกระเฉงดี เพียงแต่หลังค่อมเล็กน้อย มือใหญ่ราวกับพัดกำลังถักแหอยู่ ในปากคาบกล้องยาสูบเก่าไว้
“พ่อ สูบน้อยลงหน่อยสิ แม่เห็นเข้าเดี๋ยวก็ไม่พอใจอีก”
“ไอ้เด็กเหลือขอ นี่แกกล้ามาสั่งสอนฉันแล้วเหรอ”
มือของเฉินหม่านถุนชะงัก ก่อนจะคว้าพัดที่อยู่ข้างตัวขึ้นมาทำท่าจะตี เฉินอี้ยิ้มพลางหลบ แล้วช่วยจัดแหในมือพ่อไปด้วย
“ไอ้ลูกชาย ไม่ไปอยู่เป็นเพื่อนเมีย มาช่วยฉันจัดแหทำไม?”
เฉินหม่านถุนปากก็บ่น แต่รอยย่นตรงหางตากลับคลายลงเล็กน้อย
เฉินอี้มองใบหน้าพ่อที่ถูกลมทะเลพัดกรำมาหลายสิบปี ในใจรู้สึกบอกไม่ถูก
มือคู่นี้ของพ่อถักแหมาทั้งชีวิต ลากเชือกเรือมาทั้งชีวิต หนังด้านบนฝ่ามือหนาจนขัดมีดได้ แต่พ่อไม่เคยบ่นสักคำ
มากที่สุดก็แค่ไปนั่งสูบบุหรี่ยาเส้นเงียบ ๆ บนธรณีประตูสองสามมวน พอสูบเสร็จก็ยังออกทะเลต่อ ต่อให้เหนื่อยแค่ไหนก็ไม่ยอมพักแม้แต่วันเดียว
ชาติที่แล้วพ่อจากไปหลังจากนั้นไม่กี่ปี ตอนที่จากไป เฉินอี้ยังไม่ได้เห็นหน้าพ่อเป็นครั้งสุดท้ายด้วยซ้ำ...
ไม่ว่ายังไง ชาตินี้เขาจะต้องทำให้พ่อได้ใช้ชีวิตสุขสบายไปอีกหลายปี!
“เอาละพ่อ เดี๋ยวผมช่วยเก็บแหให้ แล้วค่อยไปกินข้าวกัน”
“เอาสิ”
เฉินหม่านถุนไม่เงยหน้าขึ้น เขาถอดกล้องยาสูบออกจากปาก เคาะกับธรณีประตูสองที แล้วใช้ก้านกล้องชี้ไปทางห้องด้านใน
“เมื่อกี้ฉันได้ยินหมดแล้วนะ เสียงดังกันไม่น้อยเลยนี่”
เฉินอี้หน้าแดงขึ้นมาทันที เขาแตะจมูกตัวเอง แต่ไม่ได้พูดอะไร
“แม่แกพูดถูก คนหนุ่มสาวก็เบา ๆ หน่อย”
เขาเติมยาเส้นลงในกล้องไปพลาง พูดเสริมด้วยน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อย
“บ้านเรายังหวังให้แกมีลูกสืบสกุลอยู่นะ เสี่ยวอี้ แกยังหนุ่มยังแน่น อย่าหักโหมจนตัวเองพังล่ะ”
“รู้แล้วพ่อ ผมรู้ตัวดี” เฉินอี้กระแอมเบา ๆ แล้วรีบพยักหน้า
ระหว่างที่กำลังคุยกัน กลิ่นหอมเข้มข้นก็ลอยมาจากห้องครัว
เฉินอี้สูดจมูก ใจพลันอบอุ่นขึ้นมา
เรื่องอื่นไม่ต้องพูดถึง บะหมี่หยางชุนที่แม่ทำหอมจริง ๆ!
หวังชุ่ยหลิงทำอะไรคล่องแคล่วมาก น้ำซุปบะหมี่หยางชุนทำจากน้ำมันหมูกับซีอิ๊ว
เธอลวกเส้นจนเหนียวนุ่ม ตักใส่ชามให้เป็นระเบียบ แล้วราดน้ำซุปร้อน ๆ โรยต้นหอมซอยสีเขียวสด ตามด้วยน้ำมันงาสองหยด
ข้าง ๆ ยังมีเครื่องเคียงอีกสองอย่าง ผักกาดขาวผัดกับยำสาหร่ายเส้น พอโรยเครื่องปรุงแล้วราดน้ำมันร้อนลงไป ก็เรียบร้อย
“เสี่ยวอี้ ข้าวเสร็จแล้ว! มากินข้าวเร็ว!”
“ครับ มาแล้ว!” เฉินอี้ขานรับ ก่อนจะล้างมือแล้วเข้าไปในห้องโถง
บนโต๊ะวางชามกับตะเกียบไว้เรียบร้อยแล้ว ชายสองคนหย่อนตัวนั่งลง ยกชามใบใหญ่ขึ้นซดเส้นเสียงดัง
น้ำซุปกลมกล่อม เส้นนุ่มลื่น กลิ่นต้นหอมพุ่งขึ้นถึงหัว!
“อร่อยจริง ๆ”
“อร่อยก็กินเยอะ ๆ สิ”
หวังชุ่ยหลิงคีบกับข้าวให้อีกคำ แล้วหันไปมองทางห้องด้านใน
“เสี่ยวสวี่ล่ะ ทำไมไม่มากินข้าว?”
พอถามจบ หวังชุ่ยหลิงก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ เธอสบตากับเฉินหม่านถุนแล้วถอนหายใจ
ช่างเถอะ สองคนหนุ่มสาวเล่นกันเสียจนดึกดื่น คงเหนื่อยกันแล้วล่ะ
หวังชุ่ยหลิงลุกขึ้นอีกครั้ง หยิบชามใบใหญ่มาตักบะหมี่จนเต็ม แล้ววางเครื่องเคียงไว้ด้านบน แถมยังใส่ไข่ดาวสีเหลืองทองลงไปอีกฟอง
“เอาไปให้เมียแกกินในห้องเถอะ”
“ได้ครับ แม่ก็ไม่ต้องยุ่งแล้ว รีบกินข้าวเถอะ”
เฉินอี้รับชามกับตะเกียบมา ผลักประตูเข้าไปในห้อง สวี่เหยี่ยนเสวี่ยกำลังหลับสบาย
ดูท่าจะเหนื่อยจริง ๆ
แสงแดดส่องลงบนร่างของเธอ เนินอกอิ่มขาวเนียนเปล่งประกาย รอยแดงบนผิวยังไม่จาง ยิ่งชวนให้รู้สึกอยากบีบคลึงขึ้นมา
ยังสาวอยู่แท้ ๆ พื้นฐานร่างกายก็ดี ถึงจะผอมไปหน่อย แต่ส่วนที่ควรมีก็มีครบ
เฉินอี้มองเรือนร่างงดงามตรงหน้า แล้วอดครุ่นคิดไม่ได้
จริง ๆ แล้วสวี่เหยี่ยนเสวี่ยก็ไม่ได้มีอะไรไม่ดี นอกจากความต้องการเรื่องนั้นจะสูงไปหน่อย นอกนั้นก็มีแต่ข้อดีทั้งนั้น
หน้าตาสะสวย มีความรู้มีมารยาท ขยันขันแข็ง ลูกสาวชาติที่แล้วก็เติบโตมากับเธอ และได้รับการสั่งสอนมาอย่างดี
เขานึกถึงภาพสวี่เหยี่ยนเสวี่ยในชาติที่แล้วที่มัดผมเปียเล็ก ๆ ให้ลูกสาวไปพลาง รอเขากลับบ้านไปพลาง หัวใจก็อ่อนยวบลงอย่างไม่มีสาเหตุ
น่าเสียดายที่ภายหลังเขาตายไป ลูกสาวอยู่กับสวี่เหยี่ยนเสวี่ยตามลำพัง ไม่รู้ว่าสองแม่ลูกต้องลำบากกันมาแค่ไหน
ชาตินี้เขาจะไม่ยอมให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นอีก
เฉินอี้ส่ายหน้า วางชามลงบนโต๊ะข้างเตียง
เสียงเบา ๆ แค่นั้น
กลับทำให้สวี่เหยี่ยนเสวี่ยสะดุ้งตื่นทันที เธอลืมตาพรวด พอเห็นเฉินอี้ยืนอยู่ข้างเตียงก็ยกมือปิดอกตามสัญชาตญาณ แล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัว
“นาย... นายเข้ามาทำไมไม่เคาะประตูก่อน!”
“บ้านเราเอง จะเคาะทำไม”
เฉินอี้ยิ้มแล้วชี้ไปที่บะหมี่บนโต๊ะ น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย
“เอาละ เธอหิวไม่ใช่เหรอ รีบกินสิ แม่เพิ่งทำเสร็จ”
สวี่เหยี่ยนเสวี่ยจ้องชามบะหมี่แล้วกลืนน้ำลาย
เธอหิวมากจริง ๆ ท้องก็ร้องขึ้นมาพอดี
“อืม”
เธอหน้าแดงเล็กน้อย คิดจะลุกขึ้นไปยกชาม แต่พอใช้มือยันเตียง เอวก็อ่อนปวกเปียกขึ้นมาทันที
ร่างทั้งร่างเอียงไปด้านข้าง เกือบจะล้มลงไป
“อ๊ะ—”
เฉินอี้ตาไวมือไว รีบก้าวเข้าไปคว้าตัวเธอไว้ในอ้อมแขน
เมื่อสัมผัสได้ถึงแผงอกแข็งแรงของเฉินอี้ ร่างของสวี่เหยี่ยนเสวี่ยก็เกร็งแข็ง เสียงที่เปล่งออกมายิ่งฟังดูตื่นตระหนก
“นายทำอะไร!”
เฉินอี้ก้มมองเธอ ผู้หญิงคนนี้ปากเก่งอย่างเดียว แต่ตัวนุ่มนิ่มราวกับไม่มีกระดูก
พอเขาคว้าตัวไว้ เธอก็เอนเข้ามาซบอย่างเป็นธรรมชาติ ใบหน้าฝังอยู่กับอกเขา แม้แต่ปลายหูก็แดงไปหมด
เฉินอี้มองสาวงามที่นอนออดอ้อนอยู่ในอ้อมแขน ใจลอบกระหยิ่มยิ้มย่อง
“ไม่ต้องห่วง พ่อกับแม่อยู่ข้างนอก ฉันไม่ทำอะไรเธอหรอก”
ยังไงเธอก็เป็นเมียเขา
เฉินอี้ยกชามขึ้นมา คีบเส้นบะหมี่คำหนึ่งแล้วป้อนถึงปากเธอ
สวี่เหยี่ยนเสวี่ยหน้าแดง รีบเบือนหน้าหนี
“ทำไม? ยังไม่พอใจเรื่องนั้นอีกเหรอ?”
เฉินอี้เลิกคิ้ว โน้มเข้าไปใกล้สวี่เหยี่ยนเสวี่ย มองเธอด้วยรอยยิ้มกึ่งจริงกึ่งล้อ
“งั้นฉันทำอีกรอบ ให้เธอพอใจมากขึ้นดีไหม?”
