หลังล้างมือเสร็จ ทั้งสองก็เดินย้อนกลับไปตามทางเดิม พอมาถึงห้องอาหาร ที่นั่งรอบโต๊ะยาวก็เต็มหมดแล้ว แต่มีคนจงใจเว้นที่นั่งติดกันไว้ให้พวกเขาสองคน
น้าสะใภ้รองมองทั้งคู่ที่เข้ามานั่งพร้อมกัน ก่อนจะยิ้มพลางเอ่ยว่า “เหมาะสมกันจริง ๆ สายตาคนรุ่นก่อนนี่ดีจริงนะ”
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเป็นไปอย่างครึกครื้น ทุกคนต่างยินดีกับการแต่งงานครั้งนี้และพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ยกเว้นเซิ่งเหยา
เธอเหลือบมองอาเล็กกับเพื่อนสนิทอยู่หลายครั้ง ครั้นเห็นทั้งคู่สงบนิ่งสุขุม ก็แอบกัดตะเกียบเบา ๆ
เพื่อนสนิทกำลังจะกลายเป็นอาสะใภ้เล็กแล้ว
นี่มันประสบการณ์บ้าบออะไรกันเนี่ย!
เดิมทีเธออยากให้ฉูซวงมาเป็นพี่สะใภ้แท้ ๆ จู่ ๆ ก็ต้องเรียกอีกฝ่ายเพิ่มอาวุโสขึ้นมา ทำเอาเซิ่งเหยารู้สึกสับสนไปหมด
หลังกินอาหารเสร็จ พวกผู้ใหญ่ก็มารวมตัวกันเพื่อหารือเรื่องขั้นตอนและกำหนดวันแต่งงานอย่างจริงจัง ฉูซวงหยิบเมล็ดแตงขึ้นมากำหนึ่ง แล้วตั้งใจฟังผู้ใหญ่คุยกัน น้าสะใภ้ใหญ่เหลือบเห็นเข้าก็ยัดแอปเปิลใส่อ้อมแขนเธอ “เด็ก ๆ ขึ้นไปเล่นข้างบนเถอะ ทางนี้ไม่มีธุระของหนูแล้ว”
ฉูซวงชะงักไปเล็กน้อย
ลุงใหญ่เห็นท่าทางงุนงงของเธอ จึงยิ้มแล้วบอกว่า “พาเซิ่งเหยาไปเล่นข้างบนเถอะ พวกผู้ใหญ่จะคุยกันสักพัก”
พอพาเซิ่งเหยาเข้าห้อง ประตูยังปิดไม่สนิท เสียงตื่นเต้นของอีกฝ่ายก็ดังขึ้นอย่างปิดไม่มิด “ฉูซวง เธอปิดบังฉันไว้ตั้งกี่เรื่องกันแน่!”
“ฉันไม่ได้ตั้งใจปิดบังเธอนะ ตอนแรกฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตระกูลที่ฉันต้องแต่งเชื่อมสัมพันธ์ด้วยคือตระกูลเซิ่งของเธอ”
“ตอนแรกฉันยังนึกว่าเธอเป็นสาวสวยยากจนเสียอีก ไม่คิดเลยว่าคุณตาของเธอจะเป็นคุณเสิ่นผู้เฒ่า มิน่าล่ะ เธอถึงวาดรูปเก่งขนาดนั้น เป็นลูกสาวคนเดียวของตระกูลผู้ดีมีความรู้แท้ ๆ ทำไมถึงต้องระหกระเหินจนหาที่พักในตี้ตูไม่ได้ด้วย เธอหลอกฉันเสียสนิทเลย”
