“ท่านอ๋อง จะกลับจวนหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?” ชิงเฟิงองครักษ์ผู้ทำหน้าที่เป็นสารถีด้วย มองดูฟ้าที่มืดลงแล้วเอ่ยถาม
วันนี้ก่อเรื่องวุ่นวายใหญ่โต หากจะพาหญิงสาวผู้นี้กลับจวนอ๋องค้างแรม เกรงว่า—
ทว่าในรถม้ามิได้มีเสียงของหญิงสาวผู้ใดดังออกมา นางคงมิถูกท่านอ๋องบีบคอตายไปแล้วกระมัง?
อีกประเดี๋ยวเขาจะต้องไปจัดการศพหรือไม่?
ชิงเฟิงครุ่นคิดวกวนไปมา ผ่านไปเนิ่นนานจึงได้ยินเสียงนายท่านของตน
“ไปจวนสกุลลู่”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ครู่ต่อมา เสียงของอ๋องจิ้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ให้อู๋ไท่ฟู่ไปด้วย”
ณ จวนสกุลลู่
ฉิวจวี๋สาวใช้รวบชายกระโปรงวิ่งเร็วรี่เข้ามา ตัวยังมาไม่ถึงแต่เสียงกลับมาถึงก่อน
“คุณหนู แย่แล้ว แย่แล้วเจ้าคะ!”
ลู่เจาหยุนสะดุ้งโหยง เข็มในมือทิ่มนิ้ว มีหยดเลือดสีแดงสดผุดซึมขึ้น
ลางสังหรณ์ไม่ดีผุดขึ้นมาในใจนาง
“ส่งเสียงอื้ออึงเช่นนี้ เกิดอันใดขึ้น ใครแย่แล้ว?” ลู่เจาหยุนเดือดดาล จ้องเขม็งไปยังฉิวจวี๋ที่วิ่งพรวดเข้ามา
“คุณ... คุณหนูใหญ่กลับจวนแล้วเจ้าคะ!” ฉิวจวี๋หอบหายใจ พูดตะกุกตะกัก
“เจ้าเรียกใครว่าคุณหนูใหญ่?” ลู่เจาหยุนลุกพรวดขึ้น โกรธจนแทบระเบิด
ในจวนสกุลลู่ นางต่างหากคือคุณหนูใหญ่!
ฉิวจวี๋หวาดกลัวกับสีหน้าอันเหี้ยมเกรียมเช่นนั้นของนาง รีบเปลี่ยนคำพูด “ป่าวเพคะ บ่าวพูดผิดเอง คือคุณหนูรอง คุณหนูรองกลับจวนแล้วเจ้าคะ!”
“นางจะกลับมาเวลานี้ได้อย่างไร?” ลู่เจาหยุนหลุดปากร้อง
“จริงนะเจ้าคะ! ท่านพ่อท่านแม่อยู่ที่ห้องรับรองหน้าจวนต้อนรับอยู่เจ้าค่ะ!”
“ถึงกับให้ท่านพ่อท่านแม่ข้าออกไปต้อนรับด้วยตนเอง? หน้าใหญ่มาจากไหน!” ลู่เจาหยุนกัดริมฝีปากล่าง “ข้าจะไปดู!”
นางวิ่งผลุงออกประตูไปทันที
“คุณหนูรอก่อนเจ้าคะ คุณหนูรองถูกอ๋องจิ้นส่งกลับมานะเจ้าคะ!” ฉิวจวี๋รีบวิ่งตามไปติดๆ
ณ ห้องรับรองหน้าจวนสกุลลู่
ลู่หมิงอายุราวสี่สิบ หน้าตาหนุ่มแนม รูปหล่อเหลา ดูดีมีสง่า
ฮูหยินลู่แต่งองค์ทรงเครื่องแพรวพราว อาภรณ์วิจิตร ดูอายุเพิ่งสามสิบต้นๆ
ทั้งสองมองไปที่ชิงเฟิง ค่อนข้างงุนงง
“พ่อหนุ่มน้อย ท่านว่า อ๋องจิ้นส่งลูกสาวข้ามาส่ง แล้วอยู่หน้าจวนอย่างนั้นหรือ?”
ชิงเฟิงสีหน้าเย็นชา “ใช่ คุณหนูลู่เจาหลิง เป็นบุตรีของใต้เท้าใช่หรือไม่?”
ใจของลู่หมิงเต้นระรัว “เป็นบุตรีไม่เอาถ่านของข้าจริงๆ ด้วย นางอยู่ที่ใดเล่า?”
“คุณหนูลู่ร่างกายไม่สบาย ขอให้ใต้เท้าเรียกคนสองคนออกไปประคองนางด้วย”
ฮูหยินลู่ถลึงตาโต แทบไม่เชื่อ “ใกล้ถึงหน้าประตูจวนตัวเองแล้ว ยังเดินเข้ามาเองไม่ได้ ต้องให้คนออกไปประคองอีกหรือ? เด็กที่ถูกเลี้ยงในชนบทจะอ่อนแอถึงเพียงนี้เชียว? ไร้มารยาทโดยแท้!”
ชิงเฟิงเหลียวมองนางแวบหนึ่ง รู้สึกว่าลู่เจาหลิงกับฮูหยินลู่ไม่เหมือนกันเลยสักนิด
ลู่หมิงตวาดนางเบาๆ “เอะอะไปไย? ไม่ได้ยินหรือว่าอ๋องจิ้นส่งนางกลับมา?” เขารีบสั่งให้คนรับใช้ชายสองคนมา แล้วตัวเองก็จัดเสื้อคลุมให้เข้าที่ “ไปรับอ๋องจิ้น”
ชิงเฟิงยื่นมือขวางเขาไว้ แล้วมองไปที่คนรับใช้ชายสองคนนั้น
“ใต้เท้าลู่จะให้พวกเขาไปประคองคุณหนูลู่หรือ?”
ชายฉกรรจ์สองคนไปประคองนาง? ใต้เท้าลู่กำลังล้อเล่นอยู่หรือ?
“ใช่ๆๆ ข้าได้ยินว่าอ๋องจิ้นกลับเมืองหลวง ก็ดีใจจนสมองเบลอ ฮูหยินไม่รีบไปเรียกสาวใช้มาสองคนหรือ?” ลู่หมิงสำนึกตัวได้
“ก็เจ้านั่นเรื่องมากที่สุด! ข้าว่า นางต้องมีแผนจะให้พวกเราไปรับนางถึงประตูหน้าจวนด้วยตัวเองแน่!” ฮูหยินลู่บ่นงึมงำ เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน
ผู้คนกรูกันไปที่ประตูใหญ่
ลู่เจาหยุนมาถึงพอดี นางตามไปติดๆ แล้วคล้องแขนฮูหยินลู่ “ท่านแม่ อ๋องจิ้นส่งน้องรองกลับมาจริงๆ หรือเจ้าคะ?”
อ๋องจิ้น พวกเขาไม่รู้จักคุ้นเคยกันเลย แต่ลู่เจาหยุนรู้ดีว่า บุตรีของท่านอัครมหาเสนาบดีเสิ่นหมายปองอ๋องจิ้นมาตั้งแต่เล็ก
คุณหนูสกุลเสิ่นคือสตรีสูงศักดิ์อันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง ผู้ชายที่นางหมายตาย่อมไม่ใช่คนธรรมดา!
“ไม่รู้ว่านางไปเกี่ยวพันได้อย่างไร! สมกับเป็นเด็กที่ถูกเลี้ยงในชนบทจริงๆ ไร้ระเบียบ ไร้ยางอาย!” ฮูหยินลู่กัดฟัน
พวกเขามาถึงประตูใหญ่ ก็เห็นรถม้าอันสมถะจอดอยู่ด้านหน้า
ลู่หมิงมีสายตาอยู่บ้าง แม้รถม้าดูภายนอกจะเรียบง่ายไร้การแต่งแต้ม ทว่าตัวรถดูกว้างขวางแข็งแรง ไม้ที่ใช้ล้วนเป็นไม้ชั้นดี ม้าลากรถก็เป็นม้าพันธุ์ดีหายาก จึงล้มเลิกความคิดที่จะดูแคลน แล้วรีบเข้าไปทำความเคารพ
“ข้าน้อยลู่หมิง ถวายบังคมอ๋องจิ้น ขอรับเสด็จอ๋องจิ้นกลับเมืองหลวงพ่ะย่ะค่ะ”
แม้ผ่านม่านรถมา จะไม่เห็นตัวคน แต่จะมีใครกล้าสวมรอยเป็นอ๋องได้?
ในรถม้า อ๋องจิ้นมองดูเด็กสาวที่ยังคงสลบไสลไม่ฟื้น ยื่นนิ้วชี้ออกมาหนึ่งนิ้ว จิ้มลงไปบนหน้าผากที่บวมแดงของนางเบาๆ
ไม่ขยับ ศีรษะถูกเขาจิ้มจนโยกไปมา
“ใต้เท้าลู่เลี้ยงบุตรีที่ใจกล้าเกินร้อยดีจริง”
เสียงลอดออกมา ดุจดังขนนกแผ่วเบาเขี่ยผ่านหัวใจของลู่เจาหยุน นางตาเบิกกว้างด้วยความอยากรู้ จ้องมองเข้าไปในรถม้า
นี่คือเสียงของอ๋องจิ้นหรือ? เสียงช่างน่าฟังยิ่งนัก!
ทว่าลู่หมิงนั้นสีหน้าเปลี่ยนไปทันที วาจานี้ของอ๋องจิ้น จะหมายถึงการเอาผิดหรือไม่? ลู่เจาหลิงทำอะไรลงไป! ใจของเขาค่อนข้างหวาดหวั่น
อ๋องจิ้นเมื่อครั้งนั้นก็ไม่ใช่คนที่จะหาเรื่องด้วยได้!
“ท่านอ๋อง บุตรีนางนี้ข้าน้อยเลี้ยงดูในชนบทมาตั้งแต่เล็ก อุปนิสัยย่อมหยาบกระด้าง พูดจาไร้ความยั้งคิด หากมีสิ่งใดล่วงเกินท่านอ๋อง ท่านอ๋องทรงลงโทษนางได้ตามพระทัย”
อ๋องจิ้นมองดูเด็กสาวที่สลบไสล แววตาฉายรอยหยัน
เห็นได้ชัดว่าพ่อไม่รักแม่ไม่สงสาร ทั้งยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็กล่าวหาให้นางก่อนแล้ว
“หึ” อ๋องจิ้นหัวเราะเบาๆ ผลักคนออกไป “อีกประเดี๋ยวอู๋ไท่ฟู่จะมารักษานาง ก่อนนางจะตื่น ก็ดูแลนางให้ดี”
ก็เพราะอย่างไรเสีย นางก็เป็น “คู่หมั้น” ของเขามิใช่หรือ? รอนางฟื้นแล้ว เขาจะกลับมาคุยกับนางเรื่อง “คู่หมั้นคู่หมาย” นี่ให้กระจ่าง
ชิงเฟิงส่งสัญญาณ สาวใช้สองคนรีบเข้าไปประคองทันที
ลู่เจาหลิงถูกประคองออกมา ไม่อาจยืนได้ด้วยตัวเอง สาวใช้สองคนกัดฟันประคองนางไว้
ฮูหยินลู่และลู่เจาหยุนพากันมองนาง
ลู่หมิงก็เหลียวดูแวบหนึ่ง ตายแล้ว! ทำไมถึงได้มีสภาพน่าสังเวชถึงเพียงนี้? หรือว่าจะถูกท่านอ๋องต่อย?
ต่อยจนเจียนตาย แล้วส่งกลับมาให้รักษาจนฟื้น แล้วค่อยต่อยต่อ?
ในชั่วขณะนี้เอง ท่านลู่หมิงรู้สึกว่าตัวเองเข้าใจอ๋องจิ้นกระจ่างแจ้งแล้ว องค์นี้ต้องเป็นผู้มีนิสัยดุร้ายโหดเหี้ยม ไร้จิตใจแน่!
“พ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยจะให้คนดูแลนางอย่างดี” ลู่หมิงรีบเอ่ย “ไม่รีบพาคุณหนูรองเข้าไปข้างในอีกหรือ?”
รถม้ากลับลำจากไป
“ให้คนรอรับอู๋ไท่ฟู่!” ลู่หมิงกำชับพ่อบ้าน
“ท่านพ่อ อ๋องจิ้นทำร้ายนางจนเป็นเช่นนี้ เหตุใดถึงยังเชิญอู๋ไท่ฟู่มารักษานางอีกเล่า? อู๋ไท่ฟู่ไม่ใช่ใครจะเชิญได้ง่ายๆ นะเพคะ!”
ฮูหยินลู่ค่อนข้างอิจฉา
อู๋ไท่ฟู่เป็นหมอหลวงที่ปลดเกษียณแล้ว เมื่อครั้งนั้นเคยมีมิตรภาพกับไท่ซ่างหวงตั้งแต่เยาว์วัย ฮ่องเต้ยังทรงให้เกียรติสามส่วน ฝีมือการแพทย์ยอดเยี่ยม แต่วัยมากแล้ว ยากที่จะออกมาตรวจรักษาคนนอก
ฮูหยินลู่เคยเตรียมของกำนัลหนักไปเชิญ แต่มิอาจเข้าไปแม้แต่ประตู
บัดนี้ถึงกับให้อู๋ไท่ฟู่มาเยือนจวนด้วยตนเองเพื่อรักษาลู่เจาหลิง? เด็กนั่นมีหน้ามาจากไหน!
“อ๋องจิ้นต้องรักษาให้หายแล้วจะลงโทษหนักเป็นแน่! ลู่เจาหลิงมีเรื่องเข้าจนได้!” ลู่หมิงหน้าตึง
ลู่เจาหยุนกลอกตามาพร้อมกับความคิด “ท่านพ่อ ลูกจะไปดูน้องรองก่อน ถามให้ชัดว่าเกิดเรื่องอะไร จะได้ไม่ทำให้นางพาลูกพัง”
“เจาหยุนนี่ถึงรู้เรื่อง รู้ใจยิ่งนัก เอาล่ะ พ่อฝากนางให้เจ้าละ” ลู่หมิงเอ่ยอย่างอบอุ่นใจ
น้ำเย็นหนึ่งชาม สาดไปที่หน้าของลู่เจาหลิง